แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโน๊ตบุ๊ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโน๊ตบุ๊ค แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

VAIO กลับคืนแล้ว ! โหมโรงโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อป Z ซีรีส์ แบบไฮบริด

ถือเป็นการเปิดฉากต้นศักราชใหม่ของแบรนด์ VAIO ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Sony อีกต่อจากนั้น หลังจากถูกขายต่อให้กับกลุ่มกองทุนรวมของญี่ปุ่น พร้อมด้วยล่าสุดได้โหมโรงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองแบบใหม่ VAIO Z และ VAIO Z Canvas
ตั้งต้นกันที่ VAIO Z ได้รับฉายาว่า Monster PC มีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3 นิ้ว มีรุ่นที่ใช้ชิป Intel Core i5 กับรุ่นที่ใช้ Intel Core i7, บอดี้ใช้อลูมิเนียมคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ น้ำหนัก 1.34 กิโลกรัม ตัวเครื่องมีความหนา 16.8 มิลลิเมตร มีโหมด multiflip ที่่ช่วยพับหน้าจอจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้ ชาร์จหนึ่งครั้งเป็นได้ใช้งานได้นานสูงสุด 15.5 ชั่วโมง ราคาเริ่มอยู่ที่ 190,000 เยน ใช่ไหมคะเน 52,000 บาท
ซีรีส์ถัดมาเป็น VAIO Z Canvas ได้รับฉายาว่า Monster Tablet หน้าจอขนาด 12.7 ความละเอียดการแสดงผล 2,560 x 1,704 พิกเซล ให้โทนสี Adobe RGB ถึง 95% ใช้ชิป Intel Core i7, SSD 256GB รอบรู้ถอดแป้นพิมพ์ได้ ทำให้เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ต พร้อมการใช้งานร่วมกับสไตลัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังไม่มีการเปิดตีแผ่มูลค่าออกมาในเวลานี้
เจ้าโน๊ตบุ๊ค VAIO Z เริ่มเปิดจองในประเทศญี่ปุ่นแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วน VAIO Z Canvas อาจต้องรอจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนจะขยายการวางจำหน่ายออกนอกญี่ปุ่นด้วยหรือไม่ยังมีข้อมูลในเวลานี้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใช้งานโน๊ตบุ๊คให้ปลอดภัย เหลียวแลป้องกันแบบง่ายๆ ด้วยตัวคุณ

แปลกใจมั้ยที่บางคนหวงแหน Notebook ยิ่งกว่าสิ่งใด ชนิดที่จับก็ไม่ให้ เปิดก็ไม่ได้ เข้าใช้ก็ต้องมีรหัส นั่นก็ก็เพราะว่าว่าโน๊ตบุ๊คค่อนข้างอ่อนไหวกว่าพีซี ยิ่งเดี๋ยวนี้มีขนาดเล็กพร้อมทั้งบางลง อันตรายที่เป็นภัยคุกคามก็อื้อซ่าขึ้น สมมุติไม่ระวังให้ดีอาจสูญเสียได้ทั้งตัวเครื่องพร้อมด้วยข้อมูล ร้อยทั้งร้อยก็จะทำนูลว่า ไม่น่าเลย แต่ถ้าว่าเราเตรียมความพร้อม มีความระมัดระวัง แม้จักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ยังพออุ่นใจได้ แต่นั่นหมายถึงว่า คุณต้องรู้จักคำว่า “เตรียมตัว” แต่จะเตรียมอย่างไรบ้างนั้น ต้องมาดูกัน
Protect
มองไว้อย่าให้คลาดสายตา : ฟังดูเหมือนเป็นลูกหลานที่บ้านอย่างไรก็ไม่รู้ ที่ว่าต้องคอยดูไว้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมานั่งจ้องกันตลอด ถ้าอยู่ในบ้านก็คงต้องดูว่าลูกหลานไม่ใช่หรือสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งด้วยความซุกซน ก็อาจทำให้โน๊ตบุ๊คเราหล่นเสียหาย เปียกน้ำหรือไม่ก็โดนข่วนขย้ำ ก็อาจทำให้เครื่องบอบช้ำได้ แต่ถ้าเป็นนอกบ้าน อย่างเช่นเอาไปใช้ที่ร้านอาหาร ออฟฟิศอื่น ไซต์งาน ก็คงต้องหมั่นดูเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าคลาดสายตาแปปเดียว โน๊ตบุ๊คเราอาจจะไปอยู่ในมือคนอื่นได้ทันที อย่างที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ ที่กล้องวงจรปิดจับได้ มีมือดีใช้เวลาปางเสี้ยววินาทีก็ฉกไปได้แล้ว แบบนี้ต้องหมั่นสังเกต
Protect
ล็อคไว้ให้แน่นหนา : หลายคนอาจจักถามว่า ถึงขนาดต้องล็อคเลยหรือไม่ก็? คำตอบคือ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำครับ ไม่อย่างนั้น Notebook จักยังมีช่องใส่ตัวล็อคด้านข้างมาทำไมแน่นอนมั้ย เพราะในบางกรณีบางสถานที่ ติดตั้งตัวล็อคไว้กับโต๊ะน่าจักปลอดภัยยิ่งขึ้น เลือกสายล็อคดีๆ มีรหัสสักเส้นติดตัวเอาไว้ ถึงเวลาใช้ก็แค่ต่อเข้ากับเครื่อง ก็เหมือนกับเราใช้รถ แม้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ป้องกันได้เต็มร้อย แต่ก็ถ่วงเวลาได้พอสมควร อย่างน้อยก็อุ่นใจ ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ใกล้โน๊ตบุ๊คเรานั่นเอง
Protect
ตั้งพาสส์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพ : อันนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำเป็นอันดับต้นๆ เพราะส่งผลดีในกรณีที่ไม่อยู่ที่โต๊ะไม่ก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ จะได้ไม่มีใครมายุ่มย่ามกับ Notebook เรา บางครั้งไม่อาจรู้ได้ว่าจุดประสงค์ดีเหรอหวังร้าย การเปิดเครื่องคุณด้วยกันเข้าถึงระบบต่างๆ ได้ง่าย เป็นเรื่องที่อันตรายพอสมควร การตั้งพาสเวิร์ดมีกฏง่ายๆ ไม่กี่ข้อ ตั้งด้วยอักขระไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นคำผสมพยัญชนะ ตัวเลข พร้อมด้วยอักขระพิเศษรวมกัน ที่สำคัญคือ อย่าให้อ่านเป็นคำได้เหรอมีความหมายเท่านั้นก็พอ
Protect
ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบอื่นเพิ่มด้วย : การใช้ระบบป้องกัน ด้วยการยืนยันตัวตนนอกเหนือจากการใช้พาสเวิร์ดในการเข้าถึง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลถภายใน Notebook  อย่างน้อยหากถูกฉกโน๊ตบุ๊คไป ก็พออุ่นใจได้ว่าบรรดาธุรกรรมออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่จักไม่อาจเปิดมาใช้ ได้ทันทีหรือว่ามีความเสี่ยงที่ต่ำนั่นเอง ปัจจุบันการป้องกันที่ยังพอมีให้เห็นกันอยู่ก็คือ ระบบ Fingerprint scan ไม่ใช่หรือสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าใช้งาน ก็เป็นอีกทางเลืกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
Protect
สำรองข้อมูลเอาไว้ สบายใจกว่า : แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเครื่องจะหายเหรอเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม การสำรองข้อมูลของ Notebook เอาไว้ เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คุณกลับมาสู่สภาพปกติได้เร็วที่สุด ก็เพราะว่าบางครั้งการที่โน๊ตบุ๊คหาย ยังไม่เสียดายเท่ากับไฟล์งานที่เก็บไว้จักทำใหม่ต้องเสียเวลาอีกมากมายหรือว่า ไม่เหมือนเดิม รูปถ่ายความทรงจำ งานโปรเจกท์ที่กำลังเสนอเพื่อจบ สิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าตัวเครื่องที่เราแค่เดินไปซื้อที่ร้านมาก็ใช้ งานได้แล้ว ดังนั้น Backup Data เสียแต่วันนี้ ก่อนที่จักไม่มีโอกาสอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณสมรรถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจักปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงไปได้มากทีเดียว ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิจารณญาณของคุณเอง ว่าจะใส่ใจต่อโน๊ตบุ๊คของคุณมากเพียงใด
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีกระเหม็ดกระแหม่แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตตัวอย่างไม่ซับซ้อน

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีสมัยนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ประสงค์จักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ เพราะอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกลุ่มงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดจากนั้นนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเร่ำลือกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เเลื่องลือกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือว่า Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปเลื่องงพลังงานมากที่สุดเพื่อโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจะนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดไม่ใช่หรือเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ไม่ใช่หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราทำเป็นปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะคลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน เพราะการดูหนังฟังเพลงเปลี่ยนแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเลื่องลืองพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าถ้าไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลกาลเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะว่ามีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option โดยให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเลือกระฉ่อนเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือไม่ไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเประบือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงทะลุแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

อยากรู้ไหม..? Browser ตัวไหนกินไฟเยอะสุด...!!

มาดูกัน  ที่ใช่ในโน้ตบุ๊คตัวไหนกินไฟเยอะสุด และกินไฟน้อยสุด
เมื่อ 5 ปีที่แล้วทางเว็บ Anandtech ได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับแบตเตอรี่ไว้ครับ เวลาผ่านไป browser ได้รับการอัพเดทรวมไปถึงระบบปฏิบัติการก็มีการเปลี่ยนเวอร์ชันใหม่ด้วย ดังนั้นทาง Anandtech จึงได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ขึ้นมาอีกครั้งครับ
โดยในครั้งนี้ browser ที่ทาง Anandtech ทำการทดสอบมีด้วยกันทั้งหมด 6 ตัวด้วยกันมีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ
Browser ที่ใช้
  • IE11 Desktop Mode v11.0.9600.17207 (Update versions: 11.0.10 KB2962872)
  • IE11 Modern (Metro) Mode
  • Firefox 31.0
  • Safari 5.1.7
  • Chrome 36.0.1985.125 m
  • Chrome 37.0.2062.68 beta-m (64-bit)
การทดสอบจัดทำขึ้นบนเครื่อง Dell XPS 15 (9530) Late 2013 ที่ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7-4702MQ ครับ แน่นอนว่าสเปคต่างๆของอุปกรณ์ที่ใช้นั้นย่อมทำให้เกิดความแตกต่างในเวลาการใช้งานจริง ดังนั้นผลการทดสอบบนเครื่องของ Anandtech นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องของท่านก็ได้ แต่ก็พอจะเป็นแนวทางได้ว่า browser ใดที่จะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด(อัตราการบริโภคพลังงานน้อยที่สุด) ผลการทดสอบเป็นอย่างไรนั้นไปชมภาพกันเลยครับ (Anandtech ทำการทดสอบด้วยการใช้โปรแกรมรันเปิดหน้าจอเว็บเพจหลายเว็บเพจ มีการเปิดปิด tab สลับการใช้งานไปมาเพื่อให้เหมือนกับพฤติกรรมการใช้งานจริงครับ)
จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Chrome 36 สามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด ตามมาด้วย Modern IE 11(Metro), Desktop IE 11, Firefox 31 และ Chrome 37 Beta ตามลำดับครับ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทางผู้ทดสอบ ได้กล่าวไว้ก็คือ Chrome 36 ไม่สามารถที่จะแสดงผลที่ความละเอียดระดับ 3200×1800 pixels ได้เหมือนกับ browser ทำให้ต้องกลับไปทดสอบบนความละเอียดที่ 1600×900 pixels ครับ ซึ่งนี่เองที่เป็นผลให้ Chrome 36 นั้นมีเวลาในการใช้งานมากกว่า browser อื่นๆ (การรันโปรแกรมที่ความละเอียดไม่เท่ากันมีผลทำให้ CPU และ GPU ทำงานที่ความเร็วแตกต่างกัน) ดังนั้นหากดูที่ผลการทดสอบจริงๆ แล้วพบว่า Modern IE 11 จะสามารถใช้งานได้นานสุดครับ
ทั้งนี้ผลการทดสอบนี้ก็คงสามารถใช้เป็นแนวทางให้ทุกท่านไม่มากก็น้อยว่าจะเลือกใช้ browser ใดในการท่องเว็บแล้วจะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาในการใช้งานจริงนั้นก็จะแตกต่างออกไปอีก หากท่านเปิดเพลงไปด้วยหรือทำกิจกรรมอื่นร่วมไปด้วย เวลาในการใช้งานก็จะน้อยลงเพราะ CPU และ GPU ต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา : anandtech
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
.
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พาทัวร์ Facebook HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley

พาทัวร์  HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley
Facebook อีกบริษัทที่หลายๆคนไอทีอยากจะเข้าไปทำงาน สัมผัสประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังที่มาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลกตอนนี้ ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ Facebook มีจำนวนพนักงานราว 7,200 คน1 แบ่งเป็นพนักงานทั่วไป และบุคลากรสายเทค ซึ่งเปิดรับคนจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดแค่ชนชาติตะวันตกเท่านั้น และในบุคลากรสายเทคนี้คิดเป็นคนเอเชียราว 41%2 และรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย
เมื่อตอนที่ไปอเมริกาเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปคุยกับคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่ Facebook ซึ่งเค้าจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานในบริษัทในฝันของใครหลายๆคนให้เราฟังกัน ครับ
แนะนำตัวหน่อย เป็นใครจบจากที่ไหน ทำอะไรก่อนมาทำที่ Facebook บ้าง
ผมชื่อ โต้ ธาวัน คูบุรัตถ์ เรียนจบ ป.ตรี,โท จากวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์จุฬา พอจบแล้วก็ทำงานเป็น Consultant ให้กับ Accenture อยู่หนี่งปีก่อนออกมาเรียนต่อโท Computer Science ในอเมริกาที่ University of Wisconsin - Madison ด้วยทุนของตัวเอง ระหว่างเรียนอยู่ได้ฝึกงานกับ Facebook แล้วก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานต่อตอนฝึกงานจบ ก็เลยได้อยู่กับ Facebook ตั้งแต่นั้นมาจนตอนนี้ก็ทำมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว  
 ตำแหน่งตอนนี้ที่ทำอยู่ที่ Facebook คืออะไร และ scope งานดูแลส่วนไหน
เป็น Software Engineer อยู่ในแผนก Service Infrastructure ซึ่งมีหน้าที่สร้างและดูแลระบบส่วนกลางที่ใช้รองรับระบบหลังบ้านอื่นๆใน Facebook 
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากอธิบายระบบของ Facebook นั้นถ้าจะอธิบายอย่างคร่าวๆ ก็จะประกอบด้วยตัวหน้าเว็บซึ่งทำหน้าที่แสดงผล โดยจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือถ้าเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนก็จะมีระบบอื่นหลังบ้านทำหน้าช่วยประมวณผล เช่น New Feed, Graph Search เป็นต้น 
เนื่องจาก Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่สูงมาก ระบบหลังบ้านก็ต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ทำให้ระบบเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาในการจัดการและดูแลคล้ายกัน ทีมผมจึงมีหน้าที่สร้างและดูแลเครื่องมือที่ทำให้พนักงานคนอื่นๆ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องแก้ปัญหาเดิมๆซ้ำๆกัน จะได้มีเวลาไปใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับ Facebook แทน
ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปๆก็คงคล้ายๆกับแผนก IT ที่คอยดูแลระบบส่วนกลางเช่นพวก email เป็นต้น เพียงแต่ที่นี่ทีมผมจะเน้นไปที่การมองหาว่าอะไรคือปัญหาที่พบบ่อยแล้วจึง สร้างระบบใหม่ๆขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านั้น แทนการซื้อระบบจากข้างนอกเข้ามาใช้
<ระบบหลังบ้านที่รองรับผู้ใช้ที่มากมายของ facebook>
สมัครที่อื่นที่ไหนไปบ้างและทำไมถึงเลือก Facebook
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วตั้งใจจะมาเรียน ป.โท-เอก ที่นี่ แต่ช่วงเรียนอยู่อยากออกมาฝึกงานเอาประสบการณ์และเงินรายได้เสริม เลยสมัครไปที่ใหญ่ทั้งหมด เช่น Microsoft, Google และ Facebook แต่มีแค่ที่ Facebook เท่านั้นที่รับเข้าฝึกงาน  อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยากให้เราฝึกงานกับบริษัทที่ทำงานด้านวิจัยมากกว่าเพื่อประโยชน์กับ การศึกษาของเรา แต่พอได้เข้าฝึกงานจริงก็รู้สึกสนุกกับงานมาก ได้ทำงานกับระบบใหญ่ๆ ได้สร้างสิ่งที่เขาเอาไปใช้งานจริง มีเพื่อนร่วมงานที่รักในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่น่าประทับใจ  พอได้รับข้อเสนอให้เป็นพนักงานตอนฝึกงานเสร็จ เลยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ บวกกับตอนนั้น Facebook กำลังจะเข้าตลาดหุ้น เลยทำให้ตัดสินใจออกจากโปรแกรมที่เรียนอยู่กลางคันด้วยวุฒิ ป.โท แล้วออกมาทำงานเลย 
 แล้วเข้ามาแล้ว Facebook มันเจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้มั้ย?
ตื่นเต้นมากเพราะรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเต็มไปหมด มีโรงอาหารบริการข้าวสามมื้อ เมนูอาหารเปลี่ยนไปในแต่ละวัน มีน้ำและขนมให้หยิบกินตลอดทั้งวัน (แค่นี้ก็ได้ใจไปกว่าครึ่งแล้วเพราะตอนเรียนป.เอก แค่จะได้กินของฟรีก็ต่อคิวยาวหรือรีบวิ่งไปเอาก่อนของหมด) นอกจากนี้ก็มีบริการร้านตัดผม ร้านซักผ้า มีบริเวณพักผ่อนที่มีทีวีและเครื่องเกมให้เล่น  
<ที่จอดรถพลังงานไฟฟ้า, ห้องเล่นเกมตู้, valet parking ให้พนักงาน, บริการซักอบรีด>
ตัวผมเองได้มีอุปกรณ์ส่วนตัวที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ใช้เป็นครั้งแรก พวก MacBook หรือ iPhone ก็ตอนมาเข้าฝึกงานที่บริษัทนี่แหละ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเขาลงทุนกับพนักงานของเขามาก เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้มีไว้เพื่อให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลา ไปกับการเดินทางไปทำธุรข้างนอก แล้วจะได้เอาเวลามาให้กับบริษัทแทน แม้แต่ตอนที่เข้ามาฝึกงานก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติเหมือน พนักงานทั่วไป แถมดูแลดีกว่าอีกด้วยซ้ำเพราะเขาจัดหาที่พักใ้ห้ มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ให้ไป BBQ Party ที่บ้านใหม่ของมาร์ค เป็นต้น 
ตอนที่ไป Party ที่บ้านมาร์ค เขาห้ามขอถ่ายรูปกับมาร์ค เลยไปขอถ่ายรูปกับหมาของมาร์คที่ชื่อว่า Beast แทน (ใน Facebook's Messenger จะมีชุด sticker ของ Beast อยู่ด้วย)
ตัวพนักงานเองก็มีอิสระค่อนข้างมากในการทำงาน การจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องรอความเห็นจากผู้บริหารหรือคนแผนก อื่น ถ้าต้องการขอ Server มาใช้งานก็ทำได้เองทันทีหากจำนวนเครื่องที่ต้องใช้ไม่เยอะมาก เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมี Process มาค่อยขัดขวางการทำงานของเรา
 พูดถึง Mark Zuckerburg ซักนิดนึง
<ภาพตอนที่มาร์คเข้าพบบารัค โอบามาเพื่อรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน : wikipedia>
มาร์คเป็นคนค่อนข้างติดดินมากๆ โต๊ะทำงานก็เป็นแบบเดียวกับที่พนักงานทั่วไปใช้ นั่งรวมกับทุกคนรวมทั้งผู้บริหารอื่นๆไม่ได้มีห้องทำงานส่วนตัวแยกออกไป รถที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นรถ sport สวยๆหรือนับว่าเป็นรถหรูด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นหลังบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้วก็ตาม เคยได้ยินว่าเมื่อก่อนก็อยู่ apartment โทรมๆจนแผนกรักษาความปลอดภัยของบริษัทมาขอให้ย้ายไปอยู่ที่ๆดีขึ้นเพื่อ เพิ่มความปลอดภัย  
เรื่องตลกที่มักเล่ากันแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็คือ เคยมีครั้งหนึ่งที่เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นในบริษัทแล้วมาร์คต้องการส่ง memo ถึงทุกคนเพื่อพูดถึงเรื่องนี้  แต่ใน email ที่มาร์คส่งนั้นดันใช้หัวข้อจดหมายว่า Please leave (กรุณาลาออก) ตอนนั้นทำให้หลายคนในบริษัทตกใจ บางคนที่อ่านแค่หัวจดหมายแถบจะนึกว่าตัวเองถูกไล่ออกจริงๆ แล้วก็เริ่มเตรียมเก็บของกันเลยทีเดียว
(เมื่อตอนที่ไปเดินเล่นใน Facebook ก็เจอมาร์คซัคเขานั่งอยู่ในห้องประชุมกระจก มองเห็นได้ง่ายๆ พอประชุมเสร็จก็เห็นมานั่งตรงโซฟา เรียกว่าเข้าถึงตัวได้ง่ายมากจริงๆ )
จุดเด่นของออฟฟิศ Facebook เมื่อเทียบกับ Office บริษัทอื่นๆใน Silicon Valley?
 
<Menlo Park Campus - ปัจจุบันเป็น HQ ของ Facebook ซึ่งเดิมเคยเป็นของ Sun Microsystem มาก่อน> 
 
<ภาพจาก Hacker square  ซึ่งเป็นลานกว้างกลาง Campus>
ตัว Office ของ Tech Company ในแถบนี้จะคล้ายๆกันแง่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่พูดถึงแต่จะมีแตกต่างกัน ไปในรายละเอียด เช่น Google อาจจะมีสระว่ายน้ำ Facebook มีหน้าผาจำลองให้ปีน Twitter มีเบียร์ให้กินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่พนักงานจะมีส่วนช่วยในการเสนอว่าอยากให้มีอะไรเข้ามาเปิดให้บริการ ในบริเวณของบริษัท
 
 
<Micro kitchen - เป็นที่นั่งพักมีของกินต่างๆให้เลือก หรือทำเองก็ได้ เช่น กาแฟ หรือ Cereal>
 
 
 
แต่อีกสิ่งที่จะแต่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ Theme ของ office ซึ่งจะแฝงค่านิยมขององค์กรไว้ อย่างของ Facebook เอง การตกแต่งจะใช้ Theme ที่เรียกว่า Unfinished หลังคาจะไม่มีฝ้าทำให้เห็นท่อแอร์และสายไฟ ตัวพี้นหรือผนั้งจะทาสีง่ายๆหรือเป็นปูนเปลือย ไม่แน่จะว่าเกี่ยวกับ slogan อีกอันที่มักใช้กันบ่อยในบริษัท  คือ This journey is 1% finished หรือเพราะ office สมัยแรกๆเกิดจากการเช่าโรงงานมาทำเป็นสำนักงาน แม้แต่ office ที่เมืองอื่นที่ไปอาศัยเช่าอาคารอื่นก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกัน
 
<unfinished จริงๆ ขนาดป้ายบริษัทเมื่อไปดูด้านหลังยังเป็นของ Sun microsystems อยู่เลย>
อีกส่วนหนึ่งของ Theme ก็จะเป็นการวางโต๊ะทำงานที่จะอยู่ติดๆกันและไม่มีฉากกั้น หรือที่เรียกว่า Cubicle ซึ่งทำให้พนักงานสามารถคุยงานกันสะดวก บางครั้งเราจะได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยงานกันใกล้ๆ แต่แล้วเราก็สามารถเข้าไปร่วมให้ความเห็นได้ด้วยซ้ำโดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็น การกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่วนการคุยธุระส่วนตัวก็เพียงแต่เดินไปหาห้องประชุมหรือที่ว่างใกล้ๆแทน
 ความแตกต่างของชีวิต Developer/Programmer ที่ US vs THA
ตอนอยู่ไทยก็ทำกับบริษัทที่มาจากเมืองนอกเลยทำให้มีบางอย่างที่คล้ายกับ ที่นี่ แต่ข้อหนึ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจนเห็นได้ชัดเจนก็คือคนที่นี่ เวลางานแล้วจะจริงจังกับงาน ขณะเดียวกันก็จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ (Passionate) ซึ่งจะทำให้ได้ผลของงานที่ดี ในขณะที่เมืองไทยพนักงานไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้ไม่ได้ทำในสื่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ แล้วส่งผลให้บางครั้งสภาพแวดล้อมการทำงานและผลของงานด้อยลงไป ที่นี่หัวหน้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากเราไม่สนุกกันงานแล้วก็สามารถขอย้ายงานได้จากหัวหน้าได้ไม่ยากนัก  
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ที่ Facebook คือการที่พนักงานทั่วไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจค่อนข้างมาก ผู้บริหารหรือหัวหน้าจะมีหน้าที่ตั้งกรอบหรือเป้าหมายที่ควรทำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะเคารพการตัดสินใจด้านเทคนิคจาก Engineer เพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นรู้รายละเอียดมากกว่าคนระดับสูงขึ้นไป 
หลายครั้งงานต่างๆที่เกิดขึ้นก็สืบเนื่องจาก Engineer รู้สึกว่ามีปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่แล้วสามารถคุยกับหัวหน้าจนเห็นตรงกัน และพัฒนาจนกลายเป็นการสร้างสิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
 จะกลับไทยมั้ย? ถ้ากลับไทยมาอยากทำอะไร?
คิดว่าอยากจะกลับถ้ามีโอกาสที่เหมาะสม อยากเอาความรู้และประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานกับ Internet Company ขนาดใหญ่ไปใช้ในไทย เพราะรู้สึกว่ากระบวนการและแนวคิดมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนางานต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นระบบที่ใหญ่โตเหมือนอย่าง Facebook อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากทำให้ในไทยมีที่ๆทำงานดีๆและสนุกเหมือนอย่าง Facebook คนที่จบและชอบทำงานสายคอมพิวเตอร์จะได้มีที่ทำงานอยู่ในสายของตัวเองโดยไม่ ต้องย้ายไปทำงานสายอื่น  หรือต้องออกมาอยู่ต่างประเทศเพียงเพราะไม่มีสามารถหาความก้าวหน้าได้จากการ ทำงานในประเทศ พวกบริษัท Tech company ที่นี่มักจะมี career path ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถโตในสายงานตัวเองไปเทียบเท่ากับ VP (Vice President) ได้โดยที่ไม่ต้องผันตัวไปเป็นผู้บริหาร 
 พูดถึงวัฒนธรรมขององค์กรของ Facebook ที่น่าสนใจ และน่านำเอาไปปรับใช้ที่ประเทศไทย
อย่างแรกต้องดูจาก Value หลักก็คือ Move Fast and Be Bold
Move Fast คือการบอกว่าเราจะเลือกที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆออกให้เร็ว แทนที่จะรอจนเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วค่อยปล่อยของออกมาให้คนใช้ หรือการที่จะเลือกลด process หรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ในองค์กรเพื่อให้คนสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ง่าย ซึ่งจะคู่กับ Be Bold เพื่อจะต้องการบอกให้คนกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ แม้ว่าอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ตาม แม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็จะไม่มีการชี้ไปที่ตัวบุคคล แต่จะมองว่าเป็นความผิดของระบบหรือกระบวณการทำงานซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ และแก้ไขกันต่อไป  ตอนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ Value เดิมจะเป็น Move Fast and Break Things แต่คนกลับคิดว่าควรจะต้องทำของพังจริงๆ
ตัวอย่างง่ายของการทำตามแนวคิดนี้ก็คือหน้าเว็บของ Facebook ซึ่งจะมีการออกเวอร์ชั่นใหม่ถึงวันละสองครั้ง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบพังบ่อยขึ้นเช่นกัน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แต่เราก็เลือกที่จะสร้างสิ่งอื่นๆที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไข้ข้อผิดพลาดให้ ได้อย่างรวดเร็ว แทนจะเลือกลดความเสี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลยหรือทำช้าๆแทน
Be Open ก็เป็นอีกหนึ่ง Value ที่สำคัญ เราเลือกที่จะให้พนักงานรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรเท่าๆกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นใน บริษัท และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำงานของแต่ละคน พูดง่ายๆคือภายในไม่ค่อยมีโครงการลับที่ไม่มีคนรู้ ทำให้แต่ละทีมสามารถตัดสินใจเรื่องแผนระยะยาวได้และเข้ากับทิศทางของบริษัท ขณะเดียวกันพนักงานก็จะมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับสิ่งต่างๆที่กำลังเกิด ขึ้นภายในเช่นกัน แต่สิ่งนี้ก็แลกมากับการที่อาจจะมีความลับของบริษัทหลุดเป็นบางครั้ง ซึ่งเราก็เลือกที่จะยึดแนวคิดนี้ เพราะโดยรวมแล้วมันส่งผลดีมากกว่าผลเสีย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้รู้สึกว่าชอบทั้งหมด แต่ถ้าต้องให้เลือกสิ่งที่สำคัญ ก็คือการที่ทุกครั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดแล้วไม่กล่าวโทษตัวบุคคล ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันวิเครา์ะห์หาสาเหตุแล้วพัฒนาเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ซ้ำซ้อน หากทำได้แค่นี้แล้วอย่างน้อยเราก็ไม่อยู่กับที่แล้วมีการก้าวหน้าตลอดเวลา
 Silicon Valley เป็นสวรรค์ของเหล่า Geek จริงมั้ย?
ชอบที่เขาให้ความสำคัญกับ Engineer มองว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ถ้าพูดติดตลกก็จะบอกว่าเป็นเหมือน hot chick (สาวๆที่เป็นที่ต้องการของหนุ่มๆ) ของเหล่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะมีฝ่าย HR ของบริษัทอื่นๆส่งจดหมายมาหาอยู่เรื่อยๆ เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ไม่ยากนักและมีโอกาสใหม่ๆเข้่ามาโดยตลอด
แบบจริงจังหน่อยก็จะบอกว่าถ้าชอบที่จะทำงานด้านนี้ก็จะยิ่งสนุกกับงาน เพราะก็จะมีเพื่อนร่วมงานเก่งๆ มีงานที่หน้าตื่นเต้นและหน้าสนใจให้ทำตลอดเวลา สถานะทางสังคมและรายได้ก็จะอยู่ในระดับที่ เรียกได้ว่าเป็นที่อิจฉาของคนทั่วๆไปเลยทีเดียว 
 เวลาสมัครเข้ามาทำงานที่ Facebook เค้าดูจากอะไรบ้าง
ความสามารถเป็นหลักแต่ภาษาก็ต้องอยู่ในระดับที่สื่อสารได้โดยไม่เป็น อุปสรรค ที่เหลือคือการหาโอกาสและช่องทางที่จะทำให้คนที่นี่ยอมรับและมองเห็น 
ยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงที่มากจากรัสเซีย เขาเล่าว่าเขาเป็น expert ด้าน JavaScript และมีบล๊อกส่วนตัวที่เข้าเขียนเกี่ยวกับงานที่เขาทำ เข้าใจว่าคนใน Facebook ไปอ่านเจอแล้วถูกใจเลยทดลองเรียกมาสัมภาษณ์จนสุดท้ายได้ก็ข้อเสนอให้มาทำงาน ในอเมริกาแล้ว Facebook ก็จัดการเรื่อง visa และอื่นๆให้ 
 ถ้าเกิดว่ามีน้องๆอยากไปทำงานที่ Facebook บ้าง เค้าต้องทำยังไง
สมัยตอนที่ผมออกมาอเมริกา ช่วงนั้นโอกาสที่เด็กที่เรียนในไทยจะได้รับเข้าทำงานหรือฝึกงานโดยบริษัท เมืองนอกนั้นยากมากหรือแทบไม่มีเลย คนที่ได้ทำงานที่นี่มักจะเริ่มจากมาเรียนต่อเมืองนอกก่อน ถ้าได้มหาลัยดีๆบริษัทใหญ่ๆก็จะเข้าสอบสัมภาษณ์ถึงที่มหาลัย พอได้ฝึกงานแล้วโอกาสที่จะได้รับเข้าทำงานตอนเรียนจบก็จะตามมาถ้าเราทำได้ ดี 
แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มีช่องทางอื่นๆให้เลือกอีกมาก เช่น การประกวด software หรือแข่งขันเขียนโปรแกรมในรายการระดับโลก บางรายการที่เป็นที่ยอมรับหรือบริษัทใหญ่ๆเป็น sponsor เราก็มีโอกาสจะถูกเรียกสัมภาษณ์ถ้าได้เข้ารอบลึกๆ 
เดี่ยวนี้โลกเปิดกว้างถ้าเรามีความเชี่ยวชาญและมีคนยอมรับ โอกาสก็จะเข้ามาหาเราเอง
 ภาพบางส่วนเพิ่มเติม
เวลามีใครไปหาพนักงานของ Facebook ก็จะใช้วิธีลงทะเบียนและพิมพ์บัตรด้วยการ login แล้วก็ tag พนักงานผ่าน Facebook ด้วย iPad บริเวณ reception ...เจ๋งมวากกกก
Company Store มีของเจ๋งๆน่ารัก คุณภาพโอเคขายเพียบ แต่ไม่สามารถซื้อกลับมาฝากได้จริงๆ เพราะแพงทุกชิ้น ^^
ใครที่บ้าถ่ายรูปแล้วได้ไป Facebook คงจะสนุก เพราะว่าที่ออฟฟิศเค้ามีการให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เรื่อยๆ ผนังของบริษัทจึงเต็มไปด้วยงานศิลป์สวยๆให้ได้ชื่นชมและถ่ายรูปตลอดเวลา
มีเฟซบุ๊ควอลล์จริงๆให้เขียนด้วย เลยมาขอเจิมซะหน่อย 
ถ้าเทียบบรรดาบริษัทเทคที่ได้ไปเยี่ยมเยียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (Google, Apple, Facebook, Twitter) ต้องบอกว่า Facebook คงเป็นบริษัทที่ประทับใจที่สุดในทุกบริษัททั้งเรื่องการตกแต่งและบรรยากาศ การทำงาน ดูชิค มีพลัง และยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก เรียกว่าแอบอยากเขียนโค้ดเป็นแล้วสมัครไปทำงานที่นี่เลยทีเดียวล่ะครับ 
อ้างอิง 
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
โดยคุณ: Gimme

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทิป 11 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการเล่นเฟสบุ๊ค

ทิป 11 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการเล่น
          ขณะที่เล่นเฟสบุ๊คทุกครั้งผู้ใช้จำนวนมากอาจจะยังไม่ทราบว่าตนกำลังให้ข้อมูลส่วนตัวสู่โลกสาธารณะมากแค่ไหน ซึ่งมันง่ายมากที่จะทำให้วายร้ายบนโลกออนไลน์เจาะเอาข้อมูลของคุณมาได้
เรามีทิปดีๆ 11 ข้อเพื่อให้คุณเล่นเฟสบุ๊คได้อย่างปลอดภัยอุ่นใจมากขึ้น ดังนี้
          1. อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ วันเกิดหรือเบอร์โทรศัพท์บนหน้าเพจเด็ดขาดควรเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นอันดับแรกเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนตัวของคุณจะมีเพียงเพื่อนและคนที่คุณรู้จักเท่านั้นที่สามารถเข้าไปดูได้
          2. ระวังข้อความที่เข้ามาในแชท บนหน้าวอลล์จากทุกคนแม้กระทั่งเพื่อนๆของคุณด้วยบางครั้ง account ของเพื่อนคุณอาจจะถูกแฮคแล้วส่งลิ้งที่นำคุณไปเข้าเวปแฝงมัลแวร์ให้เครื่องของคุณติดมัลแวร์แล้วเจาะเอาข้อมูลในเครื่องได้ หากข้อความที่ส่งมาดูแปลกๆควรถามเพื่อนตรงๆว่าเขาเป็นคนส่งมาจริงหรือเปล่า
          3.ถ้ามีเด็กๆเล่นเฟสบุ๊ค ควรให้ความเข้าใจกับพวกเขาเกี่ยวกับการขโมยข้อมูล identity ให้ดี คุณต้องมั่นใจว่าพวกเด็กๆเข้าใจเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและการขโมยข้อมูล มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะพ่อแม่ต้องตั้งค่า account ของลูกๆให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
          4.ตั้งพาสเวิร์ดที่แข็งแรงยากแก่การแฮค โดยใช้ตัวอักษรตัวเลขและสัญลักษณ์ผสมๆกันเพื่อให้ยากแก่การคาดเดา
          5. ถ้าเข้าเฟสบุ๊คผ่านการ remote ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเบราเซอร์นั้นปลอดภัย ยิ่งถ้าต้องเข้าผ่านร้านอินเทอร์เน็ตหรือ free wifi ต้องเช็คความปลอดภัยที่ https ตรง address bar
          6. หมั่นอัพเดทเบราเซอร์ OS และแอนตี้ไวรัสอยู่เสมอ เมื่อแอนตี้ไวรัสเตือนให้อัพเดทคุณต้องอัพเดททันที เพราะหากมีผู้ไม่หวังดีโจมตีคุณทางโซเชียลมีเดียคุณยังมั่นใจได้ว่ามีเครื่องมือที่จะป้องกัน
          7. พิจารณาคนที่จะมาเป็นเพื่อนของคุณให้ดี คุณต้องมั่นใจว่ารู้จักคนๆนั้นก่อนที่จะรับแอดเพราะบางทีวายร้ายก็แฝงตัวเข้ามาขอเป็นเพื่อนคุณได้
          8. อย่าเปิดเผยข้อมูลเรื่องแผนการเดินทางของคุณ เพราะโจรสามารถสืบหาจากเฟสบุ๊คแล้วอาศัยช่วงที่คุณไม่อยู่เข้าไปปล้นบ้านคุณได้
          9.อย่าเปิดเผยพาสเวิร์ดกับใครแม้แต่เพื่อนและครอบครัว
          10.เปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ ควรเปลี่ยนพาสเวิร์ดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อป้องกันการถูกแฮค
          11.หากมีแอพฯเก่าๆที่ไม่ได้ใช้งานแล้วควรลบทิ้ง แอพฯในเฟสบุ๊คสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณไว้แล้ว track ย้อนหลังได้เหมือนกัน
รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมเอาไปใช้ดูนะคะ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

สนับสนุนเนื้อหา: www.mindterra.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

4 ความกลัวที่จะเข้ามาปิดกั้นความเป็นอิสระภายในปี 2025 นี้

4 ความกลัวที่จะเข้ามาปิดกั้นความเป็นอิสระภายในปี 2025
ความกลัวนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัยครับ ในยุคปัจจุบันที่เราเข้าสู่ยุคออนไลน์กันนั้นความกลัวก็ได้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบออนไลน์ตามครับ เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เรามีอิสระกันอย่างเต็มที่ในการเข้าถึงข้อมูล, แชร์, โพส ฯลฯ สิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งนั่นถือเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวครับ ทาง Pew Research Center จึงได้ทำการสำรวจเพื่อทำการวิเคราะห์ถึงอนาคตว่าในปี 2025 ที่จะถึงนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารออนไลน์นั้นจะมีความแต่างไปจากในปัจจุบันหรือไม่อย่างไร
โดยได้ทำการถามคำถามที่ให้ตอบแค่ Yes และ No โดยคำถามที่ว่านั้นก็คือ คุณคิดว่าในปี 2025 นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เลวร้ายหรืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงโลกออนไลน์แตกต่างไปจากในยุคปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้นน่าตกใจพอสมควรครับ เพราะ 35% ตอบว่าใช่ แต่อีก 65% นั้นตอบว่าไม่ โดยทาง Pew ก็ได้ถามถึงเหตุผลที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นและสรุปออกมาเป็นความกลัว 4 อย่างที่จะมีผลให้การเข้าถึงโลกออนไลน์ต่างไปจากปัจจุบันดังนี้ครับ
1. กลัวที่รัฐบาลจะปิดกั้นการเข้าถึงเว็บเปิดทั้งหลาย
เรื่องของการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นครับ แต่ทว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก โดยรัฐบาลในหลายๆ ประเทศต่างก็มีนโยบายในการปิดกั้นเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมกับแต่ละประเทศนั้นๆ ครับ(ขนาดประเทศอิสระอย่างสหรัญอเมริกายังมีการปิดกั้นเลยครับ) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการสร้าง Great Firewall ของประเทศจีนที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในปี 2012 ที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนนั้นถูกปิดกันไปมากมายครับ ผู้ที่ตอบคำถามของ Pew นั้นต่างก็แสดงความกังวลครับว่าการปิดกั้นนี้จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ทำให้ในท้ายที่สุดก็ขาดซึ่งอิสระในการออนไลน์ไปโดยปริยายครับ
2. กลัวในเรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์
ความกลัวอันดับที่ 2 นี้ไม่ว่าใครก็เป็นกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การสื่อสารไปได้อย่างรวดเร็วอย่างเช่นในปัจจุบันนี้(และในปี 2025 จะขนาดไหน) ความเป็นส่วนตัวนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้อยู่บนโลกออนไลน์ให้ความสนใจครับ แน่นอนว่ายิ่งการสื่อสารก้าวไกลไปได้รวดเร็วมากเท่าไร ความเป็นส่วนตัวของเราก็หมดลงเร็วเท่านั้นดังจะเห็นได้จากหลายๆ ตัวอย่างของผู้ที่มีชื่อเสียงที่การโพสอะไรลงไปบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ความกลัวเรื่องความเป็นส่วนตัวนี้จะทำให้คนใช้งานโลกออนไลน์กันน้อยลงครับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น Social Network ต่างๆ ที่จะมียอดผู้ใช้งานน้อยลง(ย่อมทำให้รายได้ของบริษัทลดลงตามไปด้วย)
3. กลัวในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เปิดกล้างขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต
ความกลัวอันดับที่ 3 นั้นผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่ค่อยกังวลกันสักเท่าไรนักครับ แต่ผู้ที่จะกังวลมากก็คือผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เช่นค่ายเพลง, ค่ายหนัง ฯลฯ ยิ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเร็วมากขึ้นเท่าไร การละเมิดลิขสิทธิ์ก็เร็วมากขึ้นเท่านั้นครับ ความกลัวนี้อาจจะทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่กล้าที่จะเผยแพร่ผลงานลงบนโลกออนไลน์อีกต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้คอนเทนท์ต่างๆ บนโลกออนไลน์ลดลงเป็นเงาตามตัว ในท้ายที่สุดผู้คนก็จะเลิกใช้โลกออนไลน์กันไปนั่นเองครับ
4. กลัวที่จะได้รับข้อมูลมากเกินไป
อันดับสุดท้ายกับความกลัวที่จะได้รับข้อมูลที่มากเกินไปครับ ไม่ต้องรอให้ถึงในปี 2025 แต่ในยุคปัจจุบันนี้เราก็เห็นกันได้อย่างชัดเจนครับ เพราะข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นสามารถที่จะสร้างขึ้นมาจากใครก็ได้ โดยอาจจะไม่มีผู้ที่ทำการตรวจสอบความถูกต้องนั้น ทำให้ผู้ที่ได้รับข่าวสารได้รับข้อมูลผิดพลาด ยิ่งถ้าข้อมูลนั้นกระจายไปเร็วเราก็จะยิ่งเห็นได้ว่าความผิดพลาดของการที่มีข้อมูลมากจนเกินไปนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายครับ(ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนอย่างเรื่องของ Forward Mail ต่างๆ เป็นต้น)
จาก 4 ข้อที่กล่าวมานี้ก็เป็นความกลัวที่เป็นเหตุผลหลักที่ผู้คนที่ให้สัมภาษณ์ Pew Research Center ให้เป็นเหตุผลประกอบครับว่าในปี 2025 นั้นเราจะไม่สามารถใช้งานโลกออนไลน์ได้อิสระดังเช่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ข้อมูลนี้ก็ไม่ได้เป็นการทำนายโลกออนไลน์ในอนาคตแต่อย่างใดนะครับ เป็นเพียงข้อมูลที่ใช้ประกอบเหตุผลในคำตอบ คุณคิดว่าในปี 2025 นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เลวร้ายหรืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงโลกออนไลน์แตกต่างไปจากในยุคปัจจุบันหรือไม่ ที่ผู้ตอบตอบว่าไม่เท่านั้น
ที่มา : theverge
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“อันเฟรนด์“เฟซบุ๊ก...จะดีหรือ??

เฟซบุ๊ก...จะดีหรือ???
คอลัมน์ ไซเบอร์ทีน โดย พี่ศรีหนุ่ย
ตกอกตกใจกันไปชั่วระยะเวลาชั่วโมงกว่าๆ หลังจากเฟซบุ๊กเข้าใช้งานไม่ได้กันถ้วนหน้า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายคนซึ้งเลยว่าไม่มีเฟซบุ๊กแล้ว ชีวิตดูช่างย่ำแย่เสียนี่กระไร แต่บางคนที่มีเฟซบุ๊ก แต่ไม่ค่อยได้เปิดดู ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่มีเฟซบุ๊กแล้ว ชีวิตจะอยู่ไม่ได้
หรือบางคน ที่ไม่มีเฟซบุ๊ก ก็ยิ่งไม่ได้รู้สึกอะไรเลย กับเหตุการณ์ ไร้เฟซบุ๊ก ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำคัญของเฟซบุ๊กของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไปนั่นเอง
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าเฟซบุ๊กเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และขาดไม่ได้ ก็อาจจะเริ่มเกิดอาการ ไม่อยาก ตามอ่านหน้าเฟซของใครบางคน จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จนทำให้เกิดอาการ อยาก อันเฟรนด์ เลิกเป็นเพื่อน กับคนคนนั้นไปเลย
เทรนด์ของการอยากอันเฟรนด์ ไม่ได้เป็นแค่เฉพาะในประเทศไทยหรอก ด้วยความที่เฟซบุ๊กมีมานานเป็นสิบปีแล้ว เพราะฉะนั้น หลายคนก็คงเบื่อๆ บางคน ในหน้าเฟซของตัวเอง แล้วก็อยากจะอันเฟรนด์ให้มันรู้แล้วรู้รอด เพราะบางคนก็ไปได้เพื่อนมาเสียเยอะแยะ ในช่วงที่กำลังคลั่งเล่นเกมบนเฟซบุ๊ก พอเอาเข้าจริงๆ ก็แทบไม่ได้รู้จักกันเลย
จนกระทั่งมีคนหัวใส พัฒนาแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊กสำหรับการเลิกเป็นเพื่อนขึ้นมา ชื่อ ดัสเตอร์ (Duster) เพื่อไว้สำหรับผู้ที่ต้องการคัดกรองเพื่อนในเฟซบุ๊ก ให้เหลือน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ โดยแอพพลิเคชั่นตัวนี้จะช่วยคัดกรองดูว่าคนไหนที่คุณไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเลยบนหน้าเฟซบุ๊ก แล้วก็จะปรากฏรายชื่อขึ้นมาให้เลือกว่าต้องการที่จะ ซ่อน ความเคลื่อนไหวของคนเหล่านี้บนหน้าเฟซเรา แต่เขาคนนั้นยังเป็นเพื่อนของเราอยู่ หรือต้องการที่จะ ลบ เขาออกจากหน้าเฟซเรา ซึ่งก็คือการอันเฟรนด์นั่นเอง
แต่หลังจากแอพพลิเคชั่นนี้เปิดตัวได้ไม่นาน ก็ถูกทางเฟซบุ๊กสั่งปิดไปเรียบร้อย เพราะไปขัดกับนโยบายของเฟซบุ๊กเข้า
ก็ไม่น่าเชื่อว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะมีคนสนใจโหลดไปใช้แล้วถึง 38,947 ครั้ง และทางเว็บของดัสเตอร์ก็แจ้งว่า มีคนที่ถูก ลบ ไปจากการเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊กแล้วถึง 443,818 ราย ทั้งที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน
ดูเหมือนเทรนด์ของการเลิกเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก กำลังจะได้รับความนิยมจริงๆ เพราะอาจจะเป็นทางหนึ่งในการแสดงออกถึงความคิดของตัวเองที่มีต่ออีกฝ่าย หรือไม่ก็เกิดจากความเบื่อหน่ายที่จะต้องมาอ่านหน้าเฟซของใครก็ไม่รู้ที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรา
แต่ถ้าคิดว่ายังอยากจะเก็บเพื่อนๆ เอาไว้ แต่ไม่อยากอ่านหน้าเฟซของเขา ก็ลองทำแค่ unfollow ไป ก็น่าจะทำให้การอ่านเฟซบุ๊กสบายใจขึ้นได้ระดับหนึ่ง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง ก็เข้าไปตั้งลิสต์ เพื่อนสนิท ขึ้นมา แล้วก็ให้เฟซบุ๊กแสดงแต่หน้าวอลของเพื่อนสนิทเท่านั้น
วันไหนอยากกลับไปอ่านเรื่องของคนอื่นเรื่อยเปื่อยอีก ก็ไปตั้งค่าใหม่
เห็นไหมว่าไม่ต้องอันเฟรนด์ เราก็ยังใช้เฟซบุ๊กได้อย่างสบายใจได้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com