แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ iphone แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ iphone แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

จะตรวจดูได้แบบว่า iPhone ที่ซื้อของมานั้น เป็นเครื่องศูนย์เมืองไทย หรือเครื่องหิ้ว (เครื่องนอก)?

     ด้วยว่าช่องทางการซื้อ iPhone มาใช้งานนั้น นอกจากจะทำเป็นสั่งซื้อแบบออนไลน์ตัดผ่าน Apple Online Store หรือไม่ก็ทะลุทะลวงผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยแล้ว
     การซื้อ iPhone จากตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วไป ก็ถือว่า เป็นอีกทางเเลื่องกหนึ่ง เพราะว่าเฉพาะ ร้านตู้ ที่หลายๆ คนมองว่า มีสนนราคาที่ถูกกว่า กับสมรรถหาซื้อ ไอโฟนมือสอง มาใช้งานได้ แต่ในบางครั้ง อาจจะโดนย้อมแมวด้วยการนำ เครื่องนอก มาขายให้แทน
     ซึ่งจะถือว่า มีปัญหาในด้านการเคลมอย่างแน่นอนครับ ดังที่ iPhone นั้น จะรับประกันตามประเทศที่ซื้อมา ต่างจาก iPad, iPod, Mac กับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่รับประกันแบบ World Wide
     และเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จักต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า iPhone ที่ซื้อมานั้น เป็นโมเดลของประเทศไทยหรือไม่ก็ไม่ ด้วยการตรวจสอบจากเลข IMEI นั่นเอง เพราะว่าวิธีการค้นหาเลข IMEI บน iPhone ศักยทำได้ 2 แบบด้วยกัน
เพราะว่าวิธีแรก ให้เข้าไปที่ Settings > General > About > IMEI
ส่วนวิธีที่สองก็คือ กดหมายเลข *#06# ก็จะมีเลข IMEI ปรากฏขึ้นมาเช่นกัน
     ขณะได้เลข IMEI แล้ว ให้นำเลขดังกล่าว ไปตรวจสอบได้ที่ http://iphoneimei.info ซึ่งด้านในจะมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ iPhone รุ่นนี้ ทั้ง Serial Number, ประเทศที่ซื้อ, วันหมดประกัน ด้วยกันสถานะการ Unlock ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

[Tip & Trick] iPhone สร่าง ทำอย่างไร? พร้อม วิธีตามหา iPhone หายป่วยให้ได้กลับ

[Tip & Trick]  ทำอย่างไร? วิธีตามหา iPhone หายให้ได้คืน พร้อมแนะสิ่งที่ต้องทำ จนกระทั่งใช้ iPhone
iPhone หาย ทำยังไงดี? เชื่อได้เลยว่า หลายๆ ท่านคงจักประสบพบเจอกับประโยคคำถามดังกล่าว ทั้งเจอกับตัวเอง หรือไม่แม้แต่เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง แน่นอนครับว่า ปัญหาเรื่อง มือถือหาย เป็นเรื่องที่ทำได้พบเจอได้บ่อย ด้วยกันมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ลืมทิ้งไว้, ทำหล่นหาย หรือว่าแม้แต่ถูกขโมยไป
ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นจากความประมาท พร้อมด้วยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยกันเชื่อว่าคงไม่มีใครหวังทำ โทรศัพท์มือถือหาย กันอย่างแน่นอน บางท่านที่ทำ iPhone หาย มักจะคิดว่า ไม่ได้คืนแล้วอย่างแน่นอน แต่ในความแท้แล้ว เราสามารถ ติดตาม iPhone ที่หายไปคืนได้ ตัดผ่านทางแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า Find My iPhone นั่นเอง
แอปพลิเคชัน Find My iPhone มีดีอย่างไร?
Find My iPhone ถือว่า เป็นแอปพลิเคชันสำคัญ ที่ผู้ใช้ iPhone รวมไปถึง iPad จำเป็นต้องมีไว้ติดเครื่อง ซึ่งสามารถระบุพิกัดของ iPhone ได้ ทะลุทะลวงทาง GPS นั่นเอง นอกจาก Find My iPhone แล้ว ยังมี iCloud ที่ยังอาจจะเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของ iPhone ได้ ถ้าสมมติว่ามีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ อย่างไรก็ดี Find My iPhone จักไม่สามารถใช้งานได้ ถ้าสมมุติ ตัวเครื่องถูกปิดการใช้งาน, ไม่ได้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, อยู่ในโหมด Airplane Mode และยังไม่ได้ทำการเปิดใช้งาน Find My iPhone ครับ
ท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจจักเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าสมมติว่า iPhone ที่ถูกขโมย ถูกปิดเครื่องไปแล้ว จักสามารถติดตามหา iPhone ที่หายไปได้อย่างไร จริงๆๆ แล้วยังพอมีวิธีอยู่บ้าง ซึ่งจักกล่าวเป็นลำดับถัดไปครับ
สิ่งที่ควรปฏิบัติ หลังจากซื้อ iPhone มาใหม่ๆ
วิธีการป้องกัน ไม่ให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ล้วงข้อมูลส่วนตัวบน iPhone ไป นั่นก็คือ การตั้งรหัสพ้น 4 หลัก หรือไม่ Passcode นั่นเอง พร้อมทั้งไม่ควรสนทนารหัสตัดผ่านกับใคร แม้ว่าจักเป็นบุคคลที่สนิทสนมด้วยก็ตาม อีกทั้ง ไม่ควรตั้งรหัสสร้างผ่านตามรหัสบัตร ATM ด้วยนะครับ ก็เพราะว่ามิเช่นนั้น นอกจากจักสูญ iPhone แล้ว อาจจักสูญเงินในบัญชีด้วยเช่นกัน
แต่เพราะว่าบน iPhone 5SiPhone 6 พร้อมด้วย iPhone 6 Plus จะมี Touch ID ไม่ใช่หรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งควรจะเปิดใช้งานควบคู่กับ รหัส Passcode พร้อมทั้งอย่าให้คนนอก มาเพิ่มลายนิ้วมือในตัวเครื่อง
วิธีการเปิดใช้งาน Passcode
1) เข้าไปที่ Settings > Passcode
2) เเอิกเกริกก Turn Passcode On
3) จากนั้น ระบบจักให้ใส่รหัสพ้น 4 หลัก ทั้งหมด 2 ครั้ง พร้อมกับให้ใส่เหมือนกันทั้ง 2 ครั้ง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
นอกจากการตั้งรหัสลอด Passcode แล้ว ให้เปิดใช้งาน Find My iPhone เป็นลำดับถัดไป เพราะว่าจะต้องใส่ Apple ID กับรหัสสร้างผ่าน นอกจากนี้ อย่าลืมเปิด Location Services พร้อมทั้งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยนะครับ อันนี้ถือว่าสำคัญมาก ก็เพราะว่าถ้าสมมติปิดใช้งาน Location Services จักไม่ทำเป็นค้นหาตัวเครื่องที่หายได้เช่นกัน
กับสุดท้าย ให้จดหมายเลข IMEI ของตัวเครื่อง (วิธีการเช็คหมายเลข IMEI คลิกที่นี่) ด้วยการกด *#06# ก็จะปรากฏเลข IMEI จำนวน 15 หลัก ซึ่งเลข IMEI นี้ เก่งนำไปตรวจสอบกับผู้ให้บริการอย่าง dtac, TrueMove H พร้อมด้วย AIS ได้เช่นกัน
วิธีการติดตามหา iPhone ที่หาย ข้ามทาง Find My iPhone
ก่อนที่เราจักทำการค้นหา iPhone ที่หาย ทะลวงทางแอปพลิเคชัน Find My iPhone อันดับแรกก็คือ พยายามตั้งสติ พร้อมกับนึกก่อนว่า ลืม iPhone ทิ้งไว้ที่ไหนหรือไม่ก็ไม่ อย่างเช่น ร้านอาหาร, บ้านเพื่อน ใช่ไหมบนรถแท็กซี่ พร้อมกับลองโทรเข้าหา iPhone เครื่องที่หายไปเสียก่อน แต่ถ้าสมมติว่าไม่อาจติดต่อได้ ให้ทำการค้นหาผ่านทาง Find My iPhone ครับ
เข้าไปที่ icloud.com แล้วล็อกอินด้วยการใส่ Apple ID พร้อมรหัสสร้างผ่าน
จากนั้น เข้าไปที่แอปพลิเคชัน Find My iPhone
เพราะหน้านี้ จะเป็นลักษณะคล้ายกับแผนที่ ซึ่งจะมีการระบุตำแหน่งของ อุปกรณ์ Apple ที่เรามีทั้งหมด ไม่ว่าจักเป็น MacBook, iPhone หรือไม่ว่า iPad นั่นเอง
นอกจากนี้ ที่มุมบนขวา จักมีเมนูย่อยๆ ให้เระบือกใช้งานอีก 3 เมนูด้วยกัน ได้แก่
• Play Sound : ทันทีที่กดที่ปุ่ม Play Sound อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น iPhone ไม่ใช่หรือ iPad จักมีเสียงดังขึ้นมา แม้ว่าตัวเครื่องจักปิดเสียงไว้ก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ สมรรถใช้กับ iPhone หรือไม่ก็ iPad ที่หาไม่เจอ ปางถูกลืมทิ้งไว้ในบ้านนั่นเอง
• Lost Mode : พอกดใช้งาน Lost Mode จะมีหน้าจอให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ กับข้อความ พร้อมทั้งจะทำการส่งไปยังหน้าจอ iPhone เครื่องที่เราทำหาย ด้วยกันมีผู้เก็บได้ ซึ่งผู้ใช้ควรจักทำการระบุข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ
• Erase iPhone : ใช้ลบข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเครื่อง เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
วิธีการติดตามหา iPhone ที่หาย กรณีเครื่องถูกปิด
นอกจาก Find My iPhone จะช่วยสมรรถตามหา iPhone ที่หายไปได้แล้ว เลข IMEI ถือว่า เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยตามหา iPhone ได้เช่นกัน เพราะเฉพาะในกรณีที่ iPhone แบตเตอรี่หมด ใช่ไหมตัวเครื่องถูกปิดไปนั่นเอง
เพราะเจ้าของเครื่อง จะต้องเตรียมเอกสารพร้อมกับหลักฐานการเป็นเจ้าของ iPhone เครื่องที่หายไป ไม่ว่าจักเป็น ตัวกล่อง, ใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงเลข IMEI ที่ทำได้ดูได้จากข้างกล่อง พร้อมกับนำหลักฐานทั้งหมด ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ จนกระทั่งเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำเอกสารแจ้งความ ไปยื่นยังฝ่ายกฏหมายของผู้ให้บริการเครือข่าย ตามเครือข่ายที่เราใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น TrueMove H, dtac หรือไม่ก็ AIS เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
พร้อมทั้งครั้นเมื่อใดที่ iPhone ที่ถูกขโมย มีการเปิดใช้งาน จะมีข้อมูลแจ้งไปยัง ผู้ให้บริการเครือข่ายรายนั้นๆ ซึ่งระหว่างนี้ ให้เราพยายามติดต่อสอบถามทาง ผู้ให้บริการเครือข่าย บ่อยๆ เพราะถ้าหากมีการเปิดใช้งาน จักเป็นได้ค้นหาพิกัดได้ และนำข้อมูลเหล่านั้น ไปแจ้งยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำการติดตามเครื่องรองลงไปครับ
ถ้าแม้ยังหา iPhone ไม่เจอ ควรทำอย่างไร?
แม้ว่าจะเช็คข้อมูลผ่านทาง Find My iPhone ใช่ไหมตรวจสอบกับทางผู้ให้บริการแล้ว แต่ก็ยังไม่รอบรู้ติดตามตัวเครื่องได้ ทางที่ดี ผู้ใช้ควรจักทำการเปลี่ยนรหัสข้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Apple ID, บัญชีอีเมล รวมไปถึงรหัสทะลวงอื่นๆ อย่างเช่น Facebook, Twitter เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลทั้งหมดครับ
ทิ้งท้ายไว้กันสักเล็กน้อย เกี่ยวกับผู้ใช้งาน iPhone ไม่ใช่หรือ iPad ควรจะเปิดใช้งาน Find My iPhone พร้อมกับตั้งรหัสทะลุตัวเครื่องเสมอ แม้ว่าบางท่านอาจจักคิดว่า เป็นคนระมัดระวังอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางทำ iPhone หายได้ แต่อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอแบบไม่คาดคิดครับ
ฉะนั้นตราบใดซื้อ iPhone มาใช้งานใหม่ อย่าลืมทำ 3 ขั้นเวลานี้ก่อนทุกครั้ง นั่นก็คือ ตั้งรหัสทะลวง Passcode เข้าตัวเครื่อง, เปิดใช้งาน Find My iPhone พร้อมด้วยจดเลข IMEI เหตุด้วยตรวจสอบ ซึ่ง 3 ขั้นโอกาสนี้ ทำให้ผู้ที่ทำ iPhone หาย สมรรถติดตามหาเครื่องที่หาย ด้วยกันได้คืนมาแล้วหลายรายเลยทีเดียว
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใช้งานโน๊ตบุ๊คให้ปลอดภัย เหลียวแลป้องกันแบบง่ายๆ ด้วยตัวคุณ

แปลกใจมั้ยที่บางคนหวงแหน Notebook ยิ่งกว่าสิ่งใด ชนิดที่จับก็ไม่ให้ เปิดก็ไม่ได้ เข้าใช้ก็ต้องมีรหัส นั่นก็ก็เพราะว่าว่าโน๊ตบุ๊คค่อนข้างอ่อนไหวกว่าพีซี ยิ่งเดี๋ยวนี้มีขนาดเล็กพร้อมทั้งบางลง อันตรายที่เป็นภัยคุกคามก็อื้อซ่าขึ้น สมมุติไม่ระวังให้ดีอาจสูญเสียได้ทั้งตัวเครื่องพร้อมด้วยข้อมูล ร้อยทั้งร้อยก็จะทำนูลว่า ไม่น่าเลย แต่ถ้าว่าเราเตรียมความพร้อม มีความระมัดระวัง แม้จักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ยังพออุ่นใจได้ แต่นั่นหมายถึงว่า คุณต้องรู้จักคำว่า “เตรียมตัว” แต่จะเตรียมอย่างไรบ้างนั้น ต้องมาดูกัน
Protect
มองไว้อย่าให้คลาดสายตา : ฟังดูเหมือนเป็นลูกหลานที่บ้านอย่างไรก็ไม่รู้ ที่ว่าต้องคอยดูไว้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมานั่งจ้องกันตลอด ถ้าอยู่ในบ้านก็คงต้องดูว่าลูกหลานไม่ใช่หรือสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งด้วยความซุกซน ก็อาจทำให้โน๊ตบุ๊คเราหล่นเสียหาย เปียกน้ำหรือไม่ก็โดนข่วนขย้ำ ก็อาจทำให้เครื่องบอบช้ำได้ แต่ถ้าเป็นนอกบ้าน อย่างเช่นเอาไปใช้ที่ร้านอาหาร ออฟฟิศอื่น ไซต์งาน ก็คงต้องหมั่นดูเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าคลาดสายตาแปปเดียว โน๊ตบุ๊คเราอาจจะไปอยู่ในมือคนอื่นได้ทันที อย่างที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ ที่กล้องวงจรปิดจับได้ มีมือดีใช้เวลาปางเสี้ยววินาทีก็ฉกไปได้แล้ว แบบนี้ต้องหมั่นสังเกต
Protect
ล็อคไว้ให้แน่นหนา : หลายคนอาจจักถามว่า ถึงขนาดต้องล็อคเลยหรือไม่ก็? คำตอบคือ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำครับ ไม่อย่างนั้น Notebook จักยังมีช่องใส่ตัวล็อคด้านข้างมาทำไมแน่นอนมั้ย เพราะในบางกรณีบางสถานที่ ติดตั้งตัวล็อคไว้กับโต๊ะน่าจักปลอดภัยยิ่งขึ้น เลือกสายล็อคดีๆ มีรหัสสักเส้นติดตัวเอาไว้ ถึงเวลาใช้ก็แค่ต่อเข้ากับเครื่อง ก็เหมือนกับเราใช้รถ แม้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ป้องกันได้เต็มร้อย แต่ก็ถ่วงเวลาได้พอสมควร อย่างน้อยก็อุ่นใจ ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ใกล้โน๊ตบุ๊คเรานั่นเอง
Protect
ตั้งพาสส์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพ : อันนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำเป็นอันดับต้นๆ เพราะส่งผลดีในกรณีที่ไม่อยู่ที่โต๊ะไม่ก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ จะได้ไม่มีใครมายุ่มย่ามกับ Notebook เรา บางครั้งไม่อาจรู้ได้ว่าจุดประสงค์ดีเหรอหวังร้าย การเปิดเครื่องคุณด้วยกันเข้าถึงระบบต่างๆ ได้ง่าย เป็นเรื่องที่อันตรายพอสมควร การตั้งพาสเวิร์ดมีกฏง่ายๆ ไม่กี่ข้อ ตั้งด้วยอักขระไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นคำผสมพยัญชนะ ตัวเลข พร้อมด้วยอักขระพิเศษรวมกัน ที่สำคัญคือ อย่าให้อ่านเป็นคำได้เหรอมีความหมายเท่านั้นก็พอ
Protect
ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบอื่นเพิ่มด้วย : การใช้ระบบป้องกัน ด้วยการยืนยันตัวตนนอกเหนือจากการใช้พาสเวิร์ดในการเข้าถึง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลถภายใน Notebook  อย่างน้อยหากถูกฉกโน๊ตบุ๊คไป ก็พออุ่นใจได้ว่าบรรดาธุรกรรมออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่จักไม่อาจเปิดมาใช้ ได้ทันทีหรือว่ามีความเสี่ยงที่ต่ำนั่นเอง ปัจจุบันการป้องกันที่ยังพอมีให้เห็นกันอยู่ก็คือ ระบบ Fingerprint scan ไม่ใช่หรือสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าใช้งาน ก็เป็นอีกทางเลืกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
Protect
สำรองข้อมูลเอาไว้ สบายใจกว่า : แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเครื่องจะหายเหรอเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม การสำรองข้อมูลของ Notebook เอาไว้ เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คุณกลับมาสู่สภาพปกติได้เร็วที่สุด ก็เพราะว่าบางครั้งการที่โน๊ตบุ๊คหาย ยังไม่เสียดายเท่ากับไฟล์งานที่เก็บไว้จักทำใหม่ต้องเสียเวลาอีกมากมายหรือว่า ไม่เหมือนเดิม รูปถ่ายความทรงจำ งานโปรเจกท์ที่กำลังเสนอเพื่อจบ สิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าตัวเครื่องที่เราแค่เดินไปซื้อที่ร้านมาก็ใช้ งานได้แล้ว ดังนั้น Backup Data เสียแต่วันนี้ ก่อนที่จักไม่มีโอกาสอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณสมรรถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจักปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงไปได้มากทีเดียว ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิจารณญาณของคุณเอง ว่าจะใส่ใจต่อโน๊ตบุ๊คของคุณมากเพียงใด
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ติดฟิล์มกันลายมือถือแบบกระจก ทำให้หน้าจอของ iPhone 6 แตกได้จริงๆเหรอ?



เพราะว่าที่คุณ vars เปรยว่า เเลื่องกฟิล์มนิรภัย หรือไม่ฟิล์มกระจก ที่รู้จักกันดีอยู่ ซึ่งเลือกระฉ่อนกยี่ห้อที่แพงที่สุดในร้าน นำมาติดบนหน้าจอ iPhone 6 ที่ได้ฟรีจากทางบริษัท

ซึ่งระหว่างที่กำลังติดฟิล์มอยู่นั้น คุณ vars กับพนักงานในร้าน ได้ยืนดูขั้นตอนการติดตั้งอยู่ด้วยกัน แต่ในขณะที่ติดฟิล์มเสร็จ พร้อมกับกำลังใช้นิ้วปาดให้เรียบ ปรากฏว่า เกิดเสียงดังเปรี๊ยะ ด้วยกันหน้าจอแตกเป็นริ้วๆ (ตามภาพ)

ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้คุณ vars เกิดข้อสงสัยว่า iPhone รุ่นที่กำลังใช้อยู่นั้น อาจจักมีปัญหาเรื่องของกระจกแต่เดิมอยู่แล้ว (เป็น defect ของเครื่อง)


ฉะนั้นตราบใดติดฟิล์มกระจกลงไป แล้วใช้นิ้วเกลี่ยให้ฟิล์มเรียบติด จึงทำให้กระจกที่มีปัญหาอยู่แล้วนั้นได้ แตกนั่นเอง พร้อมกับยืนยันว่า พนักงานที่ทำการติดฟิล์มนั้น ใช้นิ้วปาดแค่เบาๆ เท่านั้น ไม่ได้กดแรงจนทำให้กระจกแตกได้แต่อย่างใด

งานนี้ คุณ vars จึงรีบนำ ไอโฟน6 ไปเคลมกับผู้ให้บริการรายหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธกลับ โดยให้เหตุผลว่า หน้าจอแตก ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของการรับประกัน ทำให้บรรดาสมาชิกพันทิป แนะนำให้คุณ vars ไปเคลมกับทาง Apple Store โดยตรงเลยดีกว่า

แต่...งานนี้คงไม่มีใครรู้ว่า คุณ vars จะได้เครื่องใหม่มาใช้เหรอไม่ เพราะเจ้าตัวได้ขอปิดกระทู้ ด้วยกันไม่ขอออกความเห็นใดๆ อีกเลย ทั้งนี้เพราะกระทู้ได้แตกความเห็นออกเป็น 2 ฝั่งครับ หนึ่งก็คือ เรื่องของการติดฟิล์มนั้น แล้วทำให้หน้าจอแตกนั้น พร้อมด้วยสองคือ เรื่องของการรับประกัน

ที่มา: http://hitech.sanook.com/1392997

ติดตามข่าวไอโฟน ไอโฟน 6 ไม่ก็ข่าวไอทีอื่นๆ ได้ที่ :http://thaizones-hitech.blogspot.com/



วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปีใหม่นี้อยากคว้า APPLE WATCH เร้อะ!!! รอไปก่อน เผ้าคอยไปถึงปีใหม่ไทยโน่น



Apple Watch(iwatch) นั้นได้โหมโรงไปตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนที่เปลี่ยนมาแล้ว โดยในงานเปิดตัวนั้น ได้เปิดเผยว่า มันจักนำมาวางขายในช่วงต้นปี 2015 แต่ดูท่ามันจักไม่เป็นอย่างนั้นซะแล้ว

ตราบใดรองประธานอาวุโสของร้านค้าปลีกกับร้านขายของออนไลน์ของ Apple ได้ส่งข้อความให้กับลูกจ้างหน้าใหม่คนหนึ่งเพื่อให้เป็นกำลังใจ พร้อมทั้งชี้แจงถึงแผนการที่จักทำในอนาคต เพราะว่าในนั้นเหมือนจักมีคำไบ้ออกมาว่า “a new watch” ซึ่งก็น่าจะหมายถึงเจ้า Apple Watch จะออกมาวางขายในฤดูใบไม้ผลิ ใช่ไหมประมาณการช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม (มันไม่เป็นต้นปีเหมือนอย่างที่ Apple เคยเสนอเลยนะนั่น)

ปีใหม่ปรารถนาได้ Apple Watch เร้อะ!!! รอไปก่อน รอถึงปีใหม่ไทยนู้น international update hot update

แต่ถ้าเรามองในแง่ดีกันล่ะก็ มันก็เป็นช่วงสงกรานต์พอดี ซื้อให้เป็นของขวัญกันแบบเก๋ๆ ด้วยกันก็ยังมีเวลาให้เก็บตังนานขึ้นอีกด้วย หลังจากที่ซื้อ iPhone 6 ไปแล้ว

ติดตามข่าวไอโฟน ไอโฟน 6 ใช่ไหมข่าวไอทีอื่นๆ ได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Apple ย้อมแมว? iPad mini 3 รุ่นเอี่ยมอ่องปัจจุบัน

Apple ย้อมแมว? เริ่ม iPad mini 3 ที่เพิ่มมาแค่ Touch ID กับสีทองเท่านั้น
นอกเหนือจากการที่ Apple ได้เริ่ม iPad Air 2 แล้ว ในส่วนของ iPad mini 3 ก็มาเช่นกัน โดยหลักๆ แล้วได้การอัพเกรดในส่วนของ Touch ID พร้อมด้วยสีทองเป็นตัวเร่ำลือกเพิ่มเข้ามา เพื่อรายละเอียดอื่นๆ ของตัวเครื่อง iPad mini 3 ต้องขอแจ้งให้ทราบว่าเหมือนเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งดีไซน์ น้ำหนัก ประสิทธิภาพความแรง เรียกได้เหมือน iPad mini 2 รุ่นปีที่แล้วไม่มีผิด (ย้อมแมวชัดๆ)
Screen
ค่า iPad Mini 3 Wifi เครื่องศูนย์ไทย
  • iPad Mini 3 16 GB Wifi ราคา $399 ตีเป็นเงินไทย 13,400 บาท
  • iPad Mini 3 64 GB Wifi สนนราคา $499 ตีเป็นเงินไทย 16,900 บาท
  • iPad Mini 3 128 GB Wifi ราคา $599 ตีเป็นเงินไทย 20,400 บาท
ค่า iPad Mini 3 Wifi+Cellular เครื่องศูนย์ไทย
  • iPad Mini 3 16 GB Wifi+Cellular ราคา $529 ตีเป็นเงินไทย 17,900 บาท
  • iPad Mini 3 128 GB Wifi+Cellular ค่า $629 ตีเป็นเงินไทย 21,400 บาท
  • iPad Mini 3 128 GB Wifi+Cellular ค่า $729 ตีเป็นเงินไทย 24,900 บาท
สเปกคร่าวๆ ของ iPad Mini 3
  • ชิปประมวลผล Apple A7 รองรับ 64 บิต
  • ภายในมีชิป M7 เนื่องด้วยช่วยประมวลผลด้านการเคลื่อนไหว (Motion)
  • หน้าจอขนาด 7.9 นิ้ว Retina Display
  • กล้องหลัง iSight 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า Facetime Camera HD
  • มาพร้อม iOS 8.1
  • มีสีทองเพิ่มมาจากเดิม
  • มีให้เฟุ้งเฟื่องก 3 ความจุคือ 16, 64 ด้วยกัน 128
  • แบตเตอรี่ทำเป็นใช้งานทั่วไปได้ 10 ชั่วโมง
  • มาพร้อมกับ Touch ID
  • ใช้งาน Apple Pay ได้แค่การซื้อของออนไลน์
Screen
iPad Mini 3 จะวางขายพร้อมกันกับ iPad Air 2 ถ้าให้คาดการณ์ก็น่าจะอยู่ช่วงเกือบๆปลายเดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม ก็เพราะว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศกลุ่มแรกที่วางขาย iPad Mini 3 ครับ เพราะฉะนั้นใครที่เล็งๆ iPad Mini 3 อาจจักต้องอดใจรอซักหน่อยเนอะ แต่ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ อาจจะแวะไปกดเครื่องหิ้วที่ MBK ก็ได้เช่นกัน ก็เพราะว่าทำได้ส่งซ่อมที่ประเทศไทยได้เลย
Screen
ที่มา : http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/10/apple-ipad-mini-3.html
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลุดไม่ต้องลุ้น iPad Air 2 และ iPad mini 3 ก่อนเริ่มคืนนี้

หลุดไม่ต้องลุ้น  และ iPad mini 3 ก่อนเริ่มคืนนี้ พร้อมกับทีสำคัญหลุดออกมาจาก Apple เองชะด้วยไม่รู้เหมือนกันทำอีท่าไหน?
เกี่ยวกับภาพที่เป็นข่าวหลุดออกมานั้นเป็นภาพของ คู่มือการใช้งานของ iPad Air 2 กับ iPad mini 3 ซึ่งจากภาพหลุดดังกล่าวที่เห็นนั้นแสดงให้เห็นถึงชื่อของ iPad แบบใหม่อย่างชัดเจน พร้อมด้วยที่เรียกได้ว่าเด็ดดวงพร้อมทั้งทำให้สาวก iPad หลายๆ คนสนใจนั้นคือการมาพร้อมกัน Touch ID นั้นเอง!!
อย่างไรก็ดีทั้งนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจักเป็นคู่มือของจริงใช่ไหมไม่..ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ยังไงคืนนี้มาลุ้นกันเพิ่มเติมในส่วนของราคา
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

Facebook จักเก็บเปอร์เซ็นต์ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวลือ)

Facebook กำลังจักเก็บค่าบริการ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวโจษจัน)
กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันบนโลกออนไลน์ คราวสำนักข่าวต่างประเทศหลายฉบับได้พากันรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของทาง Facebbook ที่จักเรียกเก็บค่าบริการผู้ใช้งาน Facebook จากทั่วโลก
เพราะว่าเนื้อหาของข่าวละบือนั้นมีใจความว่า ผู้ก่อตั้งพร้อมทั้งซีอีโอ Facebook คนดังอย่าง Mark Zuckerberg ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเราคราวนี้ Facebook จักเผชิญกับภาระทางการเงินจนไม่สมรรถกอบกู้อะไรได้ภายในอนาคต 
เนื่องด้วยทาง Facebook นั้นไม่อาจจักทำรายได้จากการโฆษณาได้ตามเป้าหมาย ถ้าไม่เร่งหาทางออกนั้นหมายความว่าในอนาคตเฟสบุ๊คอาจต้องมีการปิดตัวลง เพื่อมูลค่าของค่าบริการนั้นจักอยู่ที่หมาย $2.99 ต่อเดือน กับมีกำหนดริเริ่มต้นเก็บเงินค่าบริการในวันที 1 พฤศจิกายน 2557 ที่กำลังจักมาถึงนี้
อย่างไรก็ดีตามที่ทางหมู่งานได้ลองไปหาข้อมูลพร้อมด้วยทำการตรวจสอบเรื่องนี้นั้นปรากฏว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความสุทธิแต่อย่างใด เป็นแค่ข่าวเลื่องที่ส่งต่อกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจผิด ทั้งนี้ยังพบว่าธุรกิจด้านโฆษณาของ Facebook เองก็มีการเติบโตไปในทางที่ดี 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

จนกระทั่ง iPhone6 เครื่องแอบนำเข้าผิดกฎหมายในเมืองไทย!!

ตราบใด iPhone 6 เครื่องนำเข้าผิดกฎหมายในเมืองไทย!!

เรียกได้ว่าข้าราชการไทยปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกระแสเป็นแน่แท้ๆ เพราะว่าล่าสุดนั้นศุลกากรสั่งตรวจเข้มผู้ลักลอบแอบนำเข้า iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus พร้อมทั้งแถลงข่าวว่าได้จับกุมผู้นำเข้าพร้อมยึดเครื่องไอโฟน iPhone 6 (ไอโฟน 6) พร้อมด้วย iPhone 6 Plus ได้มากถึง 300 กว่าเครื่องแล้วก็เพราะว่าส่วนใหญ่ นำเข้ามาจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น กับฮ่องกงครับ  แต่ยังมีพ่อค้าหัวใสบ้างคนที่เปลี่ยนเส้นทางการนำเข้าประเทศไทยเพราะว่าหันมาใช้มาเลเชียแทนทางชายแดนภาคใต้
iPhone6
iPhone 6 พร้อมกับ iPhone 6 Plus
แต่ถ้าสมมุติใครต้องการนำเข้ามาเผื่อใช้งาน หรือไม่ก็ถือมาพ่างเครื่องเดี่ยวส่วนนี้ก็รอบรู้ผ่อนผันกันไปเป็นกรณีไปครับ ซึ่งเครื่องที่มีปัญหาส่วนใหญ่คืออุปกรณ์ที่นำเข้ามาเป็นจำนวนมาก(นั้นหมายถึงในเชิงธุรกิจ) ครั้งมีการตรวจเจอจึงถูกยึด ก็เพราะว่าว่าส่วนใหญ่นั้นไม่มีใบอนุญาตจาก กสทช.
ดังนั้นต่างว่าใครต้องประสงค์นำข่าวไอโฟนแบบใหม่ในช่วงนี้นั้นต้องมีใบอนุญาตจาก กสทช.เท่านั้นพร้อมทั้งต้องนำมายืนยันกับเจ้าหน้าที่ไม่มีก็ถือว่าเป็นของผิดกฎหมายพร้อมกับจักถูกยึดอุปกรณ์ที่นำเข้ามาทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น
iPhone6
iPhone 6 พร้อมด้วย iPhone 6 Plus
เกี่ยวกับใครที่คิดจักแอบนำเข้าของเข้ามาในเมืองไทยต้องถามก่อนว่า สายแข็งไหม เพราะคุณอาจโดนจับพร้อมทั้งต้องเดินเรื่องจนหมดเนื้อหมดตัวกันเลยก็ได้

ที่มา : http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/09/iphone6.html
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีกระเหม็ดกระแหม่แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตตัวอย่างไม่ซับซ้อน

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีสมัยนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ประสงค์จักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ เพราะอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกลุ่มงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดจากนั้นนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเร่ำลือกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เเลื่องลือกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือว่า Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปเลื่องงพลังงานมากที่สุดเพื่อโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจะนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดไม่ใช่หรือเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ไม่ใช่หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราทำเป็นปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะคลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน เพราะการดูหนังฟังเพลงเปลี่ยนแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเลื่องลืองพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าถ้าไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลกาลเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะว่ามีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option โดยให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเลือกระฉ่อนเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือไม่ไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเประบือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงทะลุแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

เตือนภัย ระบาดหนักไอโฟน 6 เกรด A ระวังโดนหลอก

เตือนภัย ไอโฟน 6 เกรด A ระบาดหนัก
กำลังเป็นข่าวที่คนทั่วโลกกำลังติดตามสำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่าง iPhone 6 ของบริษัทแอปเปิล ที่มีรายงานว่าจะมีให้เลือกถึง 2 รุ่นด้วยกันนั้นคือ iPhone 6 ขนาดหน้าจอ 4.7 และ 5.5

ซึ่งนอกจากสื่อมวนชลและแฟนคลับของ Apple ยังมีบุคคลอีกกลุ่มที่กำลังมองหาช่องทางการทำเงินจากสินค้าดังกล่าว(ทั้งที่ยังไม่มีการเปิดตัว) และที่แน่ๆ คนกลุ่มนั้นมีพ่อค้าจาก พันทิพย์ และมาบุญครองรวมอยู่ด้วย
โดยในตอนนี้นั้นได้มีการเปิดรับจองเครื่องไอโฟน 6 (เครื่องหิ้วกันแล้ว) ในราคา 36,900 บาท มัดจำ 5,000 บาท และที่เด็ดกว่านั้นยังมีอีกกรณีนั้นคือการนำเอา iPhone 6 เกรด A เข้ามาจำหน่าย สำหรับคุณบัติเบื้องต้นนั้นการดีไซน์ภายนอกนั้นเหมือนกันภาพของม็อคอัพ iPhone ที่หลุดออกมาเพียงแต่ระบบปฏิบัติการนั้นเป็น Android ในราคาเพียง 5 พันกว่าบาท!!
ในส่วนของร้านค้าบนโลกออนไลน์เองก็ไม่น้อยหน้าเพราะมีการเปิดให้สั่งซื้อ iPhone 6 แล้วเช่นร้านค้าบน Instagram ที่มีทั้งภาพของสินค้า และคลิปการรีวิประกอบอย่างชัดเจน!!
เป็นเรื่องปกติของทุกปีก่อนมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ของทาง Apple มักมีกลุ่มบุคคลประเภทนี้ออกมาหาเงินด้วย กลโกง ต่างๆ เพื่อหลอกเอาเงินจากสาวก หรือคนที่อยากได้ อยากเป็นเจ้าของ iPhone 6 ซึ่งมักมีหลายคนโดนหลอกจนสูญเสียเงินทองมากมาย และเป็นกรณีสึกษาทุกปี แต่ก็ยังมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของบุคคลเหล่านี้อีกเช่นกัน
สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของ iPhone 6 รุ่นใหม่นั้นทางทีมงาน Sanook! Hitech อยากจะแนะนำให้มีการเปิดตัวจริงๆ อย่างเป็นทางการก่อนครับ จะได้จัดสินใจได้กว่าไแโฟนรุ่นใหม่นั้นถูกใจ และต้องการมันจริงๆ หรือเปล่า
นอกจากนี้นั้นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ของทาง Sanook! Hitech ได้กระซิบมาแล้วว่าในวันที่ 9 กันยายนนั้นทางค่ายมือถือในเมืองไทยหลายค่าย..ก็มีการจัดงานเปิดตัวไปพร้อมๆ กันกับทางอเมริการเช่นกัน นั้นเป็นสัญญาณที่ดีว่าการวางจำหน่ายของ iPhone 6 ในเมืองไทยคงใช้เวลาไม่นานแน่นอน!!
ซึ้อของไทยจากทางค่ายมือถือที่เป็นตัวแทนเข้ามาจำหน่ายย่อมดีกว่ากว่าแน่นอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพที่สามารถเคลมสินค้าได้เมื่อเจอปัญหา หรือการชื้อสินค้าในราคาพิเศษพร้อมของแถมจากแต่ละค่ายที่จัดโปรโมชั่นออกมาแย่งลูกค้ากัน..
ที่มา: @preawwy via flashfly
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

อยากรู้ไหม..? Browser ตัวไหนกินไฟเยอะสุด...!!

มาดูกัน  ที่ใช่ในโน้ตบุ๊คตัวไหนกินไฟเยอะสุด และกินไฟน้อยสุด
เมื่อ 5 ปีที่แล้วทางเว็บ Anandtech ได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับแบตเตอรี่ไว้ครับ เวลาผ่านไป browser ได้รับการอัพเดทรวมไปถึงระบบปฏิบัติการก็มีการเปลี่ยนเวอร์ชันใหม่ด้วย ดังนั้นทาง Anandtech จึงได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ขึ้นมาอีกครั้งครับ
โดยในครั้งนี้ browser ที่ทาง Anandtech ทำการทดสอบมีด้วยกันทั้งหมด 6 ตัวด้วยกันมีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ
Browser ที่ใช้
  • IE11 Desktop Mode v11.0.9600.17207 (Update versions: 11.0.10 KB2962872)
  • IE11 Modern (Metro) Mode
  • Firefox 31.0
  • Safari 5.1.7
  • Chrome 36.0.1985.125 m
  • Chrome 37.0.2062.68 beta-m (64-bit)
การทดสอบจัดทำขึ้นบนเครื่อง Dell XPS 15 (9530) Late 2013 ที่ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7-4702MQ ครับ แน่นอนว่าสเปคต่างๆของอุปกรณ์ที่ใช้นั้นย่อมทำให้เกิดความแตกต่างในเวลาการใช้งานจริง ดังนั้นผลการทดสอบบนเครื่องของ Anandtech นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องของท่านก็ได้ แต่ก็พอจะเป็นแนวทางได้ว่า browser ใดที่จะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด(อัตราการบริโภคพลังงานน้อยที่สุด) ผลการทดสอบเป็นอย่างไรนั้นไปชมภาพกันเลยครับ (Anandtech ทำการทดสอบด้วยการใช้โปรแกรมรันเปิดหน้าจอเว็บเพจหลายเว็บเพจ มีการเปิดปิด tab สลับการใช้งานไปมาเพื่อให้เหมือนกับพฤติกรรมการใช้งานจริงครับ)
จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Chrome 36 สามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด ตามมาด้วย Modern IE 11(Metro), Desktop IE 11, Firefox 31 และ Chrome 37 Beta ตามลำดับครับ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทางผู้ทดสอบ ได้กล่าวไว้ก็คือ Chrome 36 ไม่สามารถที่จะแสดงผลที่ความละเอียดระดับ 3200×1800 pixels ได้เหมือนกับ browser ทำให้ต้องกลับไปทดสอบบนความละเอียดที่ 1600×900 pixels ครับ ซึ่งนี่เองที่เป็นผลให้ Chrome 36 นั้นมีเวลาในการใช้งานมากกว่า browser อื่นๆ (การรันโปรแกรมที่ความละเอียดไม่เท่ากันมีผลทำให้ CPU และ GPU ทำงานที่ความเร็วแตกต่างกัน) ดังนั้นหากดูที่ผลการทดสอบจริงๆ แล้วพบว่า Modern IE 11 จะสามารถใช้งานได้นานสุดครับ
ทั้งนี้ผลการทดสอบนี้ก็คงสามารถใช้เป็นแนวทางให้ทุกท่านไม่มากก็น้อยว่าจะเลือกใช้ browser ใดในการท่องเว็บแล้วจะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาในการใช้งานจริงนั้นก็จะแตกต่างออกไปอีก หากท่านเปิดเพลงไปด้วยหรือทำกิจกรรมอื่นร่วมไปด้วย เวลาในการใช้งานก็จะน้อยลงเพราะ CPU และ GPU ต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา : anandtech
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
.
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พาทัวร์ Facebook HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley

พาทัวร์  HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley
Facebook อีกบริษัทที่หลายๆคนไอทีอยากจะเข้าไปทำงาน สัมผัสประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังที่มาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลกตอนนี้ ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ Facebook มีจำนวนพนักงานราว 7,200 คน1 แบ่งเป็นพนักงานทั่วไป และบุคลากรสายเทค ซึ่งเปิดรับคนจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดแค่ชนชาติตะวันตกเท่านั้น และในบุคลากรสายเทคนี้คิดเป็นคนเอเชียราว 41%2 และรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย
เมื่อตอนที่ไปอเมริกาเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปคุยกับคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่ Facebook ซึ่งเค้าจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานในบริษัทในฝันของใครหลายๆคนให้เราฟังกัน ครับ
แนะนำตัวหน่อย เป็นใครจบจากที่ไหน ทำอะไรก่อนมาทำที่ Facebook บ้าง
ผมชื่อ โต้ ธาวัน คูบุรัตถ์ เรียนจบ ป.ตรี,โท จากวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์จุฬา พอจบแล้วก็ทำงานเป็น Consultant ให้กับ Accenture อยู่หนี่งปีก่อนออกมาเรียนต่อโท Computer Science ในอเมริกาที่ University of Wisconsin - Madison ด้วยทุนของตัวเอง ระหว่างเรียนอยู่ได้ฝึกงานกับ Facebook แล้วก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานต่อตอนฝึกงานจบ ก็เลยได้อยู่กับ Facebook ตั้งแต่นั้นมาจนตอนนี้ก็ทำมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว  
 ตำแหน่งตอนนี้ที่ทำอยู่ที่ Facebook คืออะไร และ scope งานดูแลส่วนไหน
เป็น Software Engineer อยู่ในแผนก Service Infrastructure ซึ่งมีหน้าที่สร้างและดูแลระบบส่วนกลางที่ใช้รองรับระบบหลังบ้านอื่นๆใน Facebook 
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากอธิบายระบบของ Facebook นั้นถ้าจะอธิบายอย่างคร่าวๆ ก็จะประกอบด้วยตัวหน้าเว็บซึ่งทำหน้าที่แสดงผล โดยจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือถ้าเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนก็จะมีระบบอื่นหลังบ้านทำหน้าช่วยประมวณผล เช่น New Feed, Graph Search เป็นต้น 
เนื่องจาก Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่สูงมาก ระบบหลังบ้านก็ต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ทำให้ระบบเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาในการจัดการและดูแลคล้ายกัน ทีมผมจึงมีหน้าที่สร้างและดูแลเครื่องมือที่ทำให้พนักงานคนอื่นๆ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องแก้ปัญหาเดิมๆซ้ำๆกัน จะได้มีเวลาไปใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับ Facebook แทน
ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปๆก็คงคล้ายๆกับแผนก IT ที่คอยดูแลระบบส่วนกลางเช่นพวก email เป็นต้น เพียงแต่ที่นี่ทีมผมจะเน้นไปที่การมองหาว่าอะไรคือปัญหาที่พบบ่อยแล้วจึง สร้างระบบใหม่ๆขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านั้น แทนการซื้อระบบจากข้างนอกเข้ามาใช้
<ระบบหลังบ้านที่รองรับผู้ใช้ที่มากมายของ facebook>
สมัครที่อื่นที่ไหนไปบ้างและทำไมถึงเลือก Facebook
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วตั้งใจจะมาเรียน ป.โท-เอก ที่นี่ แต่ช่วงเรียนอยู่อยากออกมาฝึกงานเอาประสบการณ์และเงินรายได้เสริม เลยสมัครไปที่ใหญ่ทั้งหมด เช่น Microsoft, Google และ Facebook แต่มีแค่ที่ Facebook เท่านั้นที่รับเข้าฝึกงาน  อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยากให้เราฝึกงานกับบริษัทที่ทำงานด้านวิจัยมากกว่าเพื่อประโยชน์กับ การศึกษาของเรา แต่พอได้เข้าฝึกงานจริงก็รู้สึกสนุกกับงานมาก ได้ทำงานกับระบบใหญ่ๆ ได้สร้างสิ่งที่เขาเอาไปใช้งานจริง มีเพื่อนร่วมงานที่รักในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่น่าประทับใจ  พอได้รับข้อเสนอให้เป็นพนักงานตอนฝึกงานเสร็จ เลยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ บวกกับตอนนั้น Facebook กำลังจะเข้าตลาดหุ้น เลยทำให้ตัดสินใจออกจากโปรแกรมที่เรียนอยู่กลางคันด้วยวุฒิ ป.โท แล้วออกมาทำงานเลย 
 แล้วเข้ามาแล้ว Facebook มันเจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้มั้ย?
ตื่นเต้นมากเพราะรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเต็มไปหมด มีโรงอาหารบริการข้าวสามมื้อ เมนูอาหารเปลี่ยนไปในแต่ละวัน มีน้ำและขนมให้หยิบกินตลอดทั้งวัน (แค่นี้ก็ได้ใจไปกว่าครึ่งแล้วเพราะตอนเรียนป.เอก แค่จะได้กินของฟรีก็ต่อคิวยาวหรือรีบวิ่งไปเอาก่อนของหมด) นอกจากนี้ก็มีบริการร้านตัดผม ร้านซักผ้า มีบริเวณพักผ่อนที่มีทีวีและเครื่องเกมให้เล่น  
<ที่จอดรถพลังงานไฟฟ้า, ห้องเล่นเกมตู้, valet parking ให้พนักงาน, บริการซักอบรีด>
ตัวผมเองได้มีอุปกรณ์ส่วนตัวที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ใช้เป็นครั้งแรก พวก MacBook หรือ iPhone ก็ตอนมาเข้าฝึกงานที่บริษัทนี่แหละ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเขาลงทุนกับพนักงานของเขามาก เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้มีไว้เพื่อให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลา ไปกับการเดินทางไปทำธุรข้างนอก แล้วจะได้เอาเวลามาให้กับบริษัทแทน แม้แต่ตอนที่เข้ามาฝึกงานก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติเหมือน พนักงานทั่วไป แถมดูแลดีกว่าอีกด้วยซ้ำเพราะเขาจัดหาที่พักใ้ห้ มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ให้ไป BBQ Party ที่บ้านใหม่ของมาร์ค เป็นต้น 
ตอนที่ไป Party ที่บ้านมาร์ค เขาห้ามขอถ่ายรูปกับมาร์ค เลยไปขอถ่ายรูปกับหมาของมาร์คที่ชื่อว่า Beast แทน (ใน Facebook's Messenger จะมีชุด sticker ของ Beast อยู่ด้วย)
ตัวพนักงานเองก็มีอิสระค่อนข้างมากในการทำงาน การจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องรอความเห็นจากผู้บริหารหรือคนแผนก อื่น ถ้าต้องการขอ Server มาใช้งานก็ทำได้เองทันทีหากจำนวนเครื่องที่ต้องใช้ไม่เยอะมาก เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมี Process มาค่อยขัดขวางการทำงานของเรา
 พูดถึง Mark Zuckerburg ซักนิดนึง
<ภาพตอนที่มาร์คเข้าพบบารัค โอบามาเพื่อรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน : wikipedia>
มาร์คเป็นคนค่อนข้างติดดินมากๆ โต๊ะทำงานก็เป็นแบบเดียวกับที่พนักงานทั่วไปใช้ นั่งรวมกับทุกคนรวมทั้งผู้บริหารอื่นๆไม่ได้มีห้องทำงานส่วนตัวแยกออกไป รถที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นรถ sport สวยๆหรือนับว่าเป็นรถหรูด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นหลังบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้วก็ตาม เคยได้ยินว่าเมื่อก่อนก็อยู่ apartment โทรมๆจนแผนกรักษาความปลอดภัยของบริษัทมาขอให้ย้ายไปอยู่ที่ๆดีขึ้นเพื่อ เพิ่มความปลอดภัย  
เรื่องตลกที่มักเล่ากันแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็คือ เคยมีครั้งหนึ่งที่เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นในบริษัทแล้วมาร์คต้องการส่ง memo ถึงทุกคนเพื่อพูดถึงเรื่องนี้  แต่ใน email ที่มาร์คส่งนั้นดันใช้หัวข้อจดหมายว่า Please leave (กรุณาลาออก) ตอนนั้นทำให้หลายคนในบริษัทตกใจ บางคนที่อ่านแค่หัวจดหมายแถบจะนึกว่าตัวเองถูกไล่ออกจริงๆ แล้วก็เริ่มเตรียมเก็บของกันเลยทีเดียว
(เมื่อตอนที่ไปเดินเล่นใน Facebook ก็เจอมาร์คซัคเขานั่งอยู่ในห้องประชุมกระจก มองเห็นได้ง่ายๆ พอประชุมเสร็จก็เห็นมานั่งตรงโซฟา เรียกว่าเข้าถึงตัวได้ง่ายมากจริงๆ )
จุดเด่นของออฟฟิศ Facebook เมื่อเทียบกับ Office บริษัทอื่นๆใน Silicon Valley?
 
<Menlo Park Campus - ปัจจุบันเป็น HQ ของ Facebook ซึ่งเดิมเคยเป็นของ Sun Microsystem มาก่อน> 
 
<ภาพจาก Hacker square  ซึ่งเป็นลานกว้างกลาง Campus>
ตัว Office ของ Tech Company ในแถบนี้จะคล้ายๆกันแง่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่พูดถึงแต่จะมีแตกต่างกัน ไปในรายละเอียด เช่น Google อาจจะมีสระว่ายน้ำ Facebook มีหน้าผาจำลองให้ปีน Twitter มีเบียร์ให้กินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่พนักงานจะมีส่วนช่วยในการเสนอว่าอยากให้มีอะไรเข้ามาเปิดให้บริการ ในบริเวณของบริษัท
 
 
<Micro kitchen - เป็นที่นั่งพักมีของกินต่างๆให้เลือก หรือทำเองก็ได้ เช่น กาแฟ หรือ Cereal>
 
 
 
แต่อีกสิ่งที่จะแต่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ Theme ของ office ซึ่งจะแฝงค่านิยมขององค์กรไว้ อย่างของ Facebook เอง การตกแต่งจะใช้ Theme ที่เรียกว่า Unfinished หลังคาจะไม่มีฝ้าทำให้เห็นท่อแอร์และสายไฟ ตัวพี้นหรือผนั้งจะทาสีง่ายๆหรือเป็นปูนเปลือย ไม่แน่จะว่าเกี่ยวกับ slogan อีกอันที่มักใช้กันบ่อยในบริษัท  คือ This journey is 1% finished หรือเพราะ office สมัยแรกๆเกิดจากการเช่าโรงงานมาทำเป็นสำนักงาน แม้แต่ office ที่เมืองอื่นที่ไปอาศัยเช่าอาคารอื่นก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกัน
 
<unfinished จริงๆ ขนาดป้ายบริษัทเมื่อไปดูด้านหลังยังเป็นของ Sun microsystems อยู่เลย>
อีกส่วนหนึ่งของ Theme ก็จะเป็นการวางโต๊ะทำงานที่จะอยู่ติดๆกันและไม่มีฉากกั้น หรือที่เรียกว่า Cubicle ซึ่งทำให้พนักงานสามารถคุยงานกันสะดวก บางครั้งเราจะได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยงานกันใกล้ๆ แต่แล้วเราก็สามารถเข้าไปร่วมให้ความเห็นได้ด้วยซ้ำโดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็น การกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่วนการคุยธุระส่วนตัวก็เพียงแต่เดินไปหาห้องประชุมหรือที่ว่างใกล้ๆแทน
 ความแตกต่างของชีวิต Developer/Programmer ที่ US vs THA
ตอนอยู่ไทยก็ทำกับบริษัทที่มาจากเมืองนอกเลยทำให้มีบางอย่างที่คล้ายกับ ที่นี่ แต่ข้อหนึ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจนเห็นได้ชัดเจนก็คือคนที่นี่ เวลางานแล้วจะจริงจังกับงาน ขณะเดียวกันก็จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ (Passionate) ซึ่งจะทำให้ได้ผลของงานที่ดี ในขณะที่เมืองไทยพนักงานไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้ไม่ได้ทำในสื่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ แล้วส่งผลให้บางครั้งสภาพแวดล้อมการทำงานและผลของงานด้อยลงไป ที่นี่หัวหน้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากเราไม่สนุกกันงานแล้วก็สามารถขอย้ายงานได้จากหัวหน้าได้ไม่ยากนัก  
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ที่ Facebook คือการที่พนักงานทั่วไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจค่อนข้างมาก ผู้บริหารหรือหัวหน้าจะมีหน้าที่ตั้งกรอบหรือเป้าหมายที่ควรทำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะเคารพการตัดสินใจด้านเทคนิคจาก Engineer เพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นรู้รายละเอียดมากกว่าคนระดับสูงขึ้นไป 
หลายครั้งงานต่างๆที่เกิดขึ้นก็สืบเนื่องจาก Engineer รู้สึกว่ามีปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่แล้วสามารถคุยกับหัวหน้าจนเห็นตรงกัน และพัฒนาจนกลายเป็นการสร้างสิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
 จะกลับไทยมั้ย? ถ้ากลับไทยมาอยากทำอะไร?
คิดว่าอยากจะกลับถ้ามีโอกาสที่เหมาะสม อยากเอาความรู้และประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานกับ Internet Company ขนาดใหญ่ไปใช้ในไทย เพราะรู้สึกว่ากระบวนการและแนวคิดมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนางานต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นระบบที่ใหญ่โตเหมือนอย่าง Facebook อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากทำให้ในไทยมีที่ๆทำงานดีๆและสนุกเหมือนอย่าง Facebook คนที่จบและชอบทำงานสายคอมพิวเตอร์จะได้มีที่ทำงานอยู่ในสายของตัวเองโดยไม่ ต้องย้ายไปทำงานสายอื่น  หรือต้องออกมาอยู่ต่างประเทศเพียงเพราะไม่มีสามารถหาความก้าวหน้าได้จากการ ทำงานในประเทศ พวกบริษัท Tech company ที่นี่มักจะมี career path ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถโตในสายงานตัวเองไปเทียบเท่ากับ VP (Vice President) ได้โดยที่ไม่ต้องผันตัวไปเป็นผู้บริหาร 
 พูดถึงวัฒนธรรมขององค์กรของ Facebook ที่น่าสนใจ และน่านำเอาไปปรับใช้ที่ประเทศไทย
อย่างแรกต้องดูจาก Value หลักก็คือ Move Fast and Be Bold
Move Fast คือการบอกว่าเราจะเลือกที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆออกให้เร็ว แทนที่จะรอจนเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วค่อยปล่อยของออกมาให้คนใช้ หรือการที่จะเลือกลด process หรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ในองค์กรเพื่อให้คนสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ง่าย ซึ่งจะคู่กับ Be Bold เพื่อจะต้องการบอกให้คนกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ แม้ว่าอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ตาม แม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็จะไม่มีการชี้ไปที่ตัวบุคคล แต่จะมองว่าเป็นความผิดของระบบหรือกระบวณการทำงานซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ และแก้ไขกันต่อไป  ตอนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ Value เดิมจะเป็น Move Fast and Break Things แต่คนกลับคิดว่าควรจะต้องทำของพังจริงๆ
ตัวอย่างง่ายของการทำตามแนวคิดนี้ก็คือหน้าเว็บของ Facebook ซึ่งจะมีการออกเวอร์ชั่นใหม่ถึงวันละสองครั้ง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบพังบ่อยขึ้นเช่นกัน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แต่เราก็เลือกที่จะสร้างสิ่งอื่นๆที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไข้ข้อผิดพลาดให้ ได้อย่างรวดเร็ว แทนจะเลือกลดความเสี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลยหรือทำช้าๆแทน
Be Open ก็เป็นอีกหนึ่ง Value ที่สำคัญ เราเลือกที่จะให้พนักงานรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรเท่าๆกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นใน บริษัท และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำงานของแต่ละคน พูดง่ายๆคือภายในไม่ค่อยมีโครงการลับที่ไม่มีคนรู้ ทำให้แต่ละทีมสามารถตัดสินใจเรื่องแผนระยะยาวได้และเข้ากับทิศทางของบริษัท ขณะเดียวกันพนักงานก็จะมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับสิ่งต่างๆที่กำลังเกิด ขึ้นภายในเช่นกัน แต่สิ่งนี้ก็แลกมากับการที่อาจจะมีความลับของบริษัทหลุดเป็นบางครั้ง ซึ่งเราก็เลือกที่จะยึดแนวคิดนี้ เพราะโดยรวมแล้วมันส่งผลดีมากกว่าผลเสีย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้รู้สึกว่าชอบทั้งหมด แต่ถ้าต้องให้เลือกสิ่งที่สำคัญ ก็คือการที่ทุกครั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดแล้วไม่กล่าวโทษตัวบุคคล ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันวิเครา์ะห์หาสาเหตุแล้วพัฒนาเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ซ้ำซ้อน หากทำได้แค่นี้แล้วอย่างน้อยเราก็ไม่อยู่กับที่แล้วมีการก้าวหน้าตลอดเวลา
 Silicon Valley เป็นสวรรค์ของเหล่า Geek จริงมั้ย?
ชอบที่เขาให้ความสำคัญกับ Engineer มองว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ถ้าพูดติดตลกก็จะบอกว่าเป็นเหมือน hot chick (สาวๆที่เป็นที่ต้องการของหนุ่มๆ) ของเหล่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะมีฝ่าย HR ของบริษัทอื่นๆส่งจดหมายมาหาอยู่เรื่อยๆ เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ไม่ยากนักและมีโอกาสใหม่ๆเข้่ามาโดยตลอด
แบบจริงจังหน่อยก็จะบอกว่าถ้าชอบที่จะทำงานด้านนี้ก็จะยิ่งสนุกกับงาน เพราะก็จะมีเพื่อนร่วมงานเก่งๆ มีงานที่หน้าตื่นเต้นและหน้าสนใจให้ทำตลอดเวลา สถานะทางสังคมและรายได้ก็จะอยู่ในระดับที่ เรียกได้ว่าเป็นที่อิจฉาของคนทั่วๆไปเลยทีเดียว 
 เวลาสมัครเข้ามาทำงานที่ Facebook เค้าดูจากอะไรบ้าง
ความสามารถเป็นหลักแต่ภาษาก็ต้องอยู่ในระดับที่สื่อสารได้โดยไม่เป็น อุปสรรค ที่เหลือคือการหาโอกาสและช่องทางที่จะทำให้คนที่นี่ยอมรับและมองเห็น 
ยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงที่มากจากรัสเซีย เขาเล่าว่าเขาเป็น expert ด้าน JavaScript และมีบล๊อกส่วนตัวที่เข้าเขียนเกี่ยวกับงานที่เขาทำ เข้าใจว่าคนใน Facebook ไปอ่านเจอแล้วถูกใจเลยทดลองเรียกมาสัมภาษณ์จนสุดท้ายได้ก็ข้อเสนอให้มาทำงาน ในอเมริกาแล้ว Facebook ก็จัดการเรื่อง visa และอื่นๆให้ 
 ถ้าเกิดว่ามีน้องๆอยากไปทำงานที่ Facebook บ้าง เค้าต้องทำยังไง
สมัยตอนที่ผมออกมาอเมริกา ช่วงนั้นโอกาสที่เด็กที่เรียนในไทยจะได้รับเข้าทำงานหรือฝึกงานโดยบริษัท เมืองนอกนั้นยากมากหรือแทบไม่มีเลย คนที่ได้ทำงานที่นี่มักจะเริ่มจากมาเรียนต่อเมืองนอกก่อน ถ้าได้มหาลัยดีๆบริษัทใหญ่ๆก็จะเข้าสอบสัมภาษณ์ถึงที่มหาลัย พอได้ฝึกงานแล้วโอกาสที่จะได้รับเข้าทำงานตอนเรียนจบก็จะตามมาถ้าเราทำได้ ดี 
แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มีช่องทางอื่นๆให้เลือกอีกมาก เช่น การประกวด software หรือแข่งขันเขียนโปรแกรมในรายการระดับโลก บางรายการที่เป็นที่ยอมรับหรือบริษัทใหญ่ๆเป็น sponsor เราก็มีโอกาสจะถูกเรียกสัมภาษณ์ถ้าได้เข้ารอบลึกๆ 
เดี่ยวนี้โลกเปิดกว้างถ้าเรามีความเชี่ยวชาญและมีคนยอมรับ โอกาสก็จะเข้ามาหาเราเอง
 ภาพบางส่วนเพิ่มเติม
เวลามีใครไปหาพนักงานของ Facebook ก็จะใช้วิธีลงทะเบียนและพิมพ์บัตรด้วยการ login แล้วก็ tag พนักงานผ่าน Facebook ด้วย iPad บริเวณ reception ...เจ๋งมวากกกก
Company Store มีของเจ๋งๆน่ารัก คุณภาพโอเคขายเพียบ แต่ไม่สามารถซื้อกลับมาฝากได้จริงๆ เพราะแพงทุกชิ้น ^^
ใครที่บ้าถ่ายรูปแล้วได้ไป Facebook คงจะสนุก เพราะว่าที่ออฟฟิศเค้ามีการให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เรื่อยๆ ผนังของบริษัทจึงเต็มไปด้วยงานศิลป์สวยๆให้ได้ชื่นชมและถ่ายรูปตลอดเวลา
มีเฟซบุ๊ควอลล์จริงๆให้เขียนด้วย เลยมาขอเจิมซะหน่อย 
ถ้าเทียบบรรดาบริษัทเทคที่ได้ไปเยี่ยมเยียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (Google, Apple, Facebook, Twitter) ต้องบอกว่า Facebook คงเป็นบริษัทที่ประทับใจที่สุดในทุกบริษัททั้งเรื่องการตกแต่งและบรรยากาศ การทำงาน ดูชิค มีพลัง และยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก เรียกว่าแอบอยากเขียนโค้ดเป็นแล้วสมัครไปทำงานที่นี่เลยทีเดียวล่ะครับ 
อ้างอิง 
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
โดยคุณ: Gimme