แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Samsung แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Samsung แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใช้งานโน๊ตบุ๊คให้ปลอดภัย เหลียวแลป้องกันแบบง่ายๆ ด้วยตัวคุณ

แปลกใจมั้ยที่บางคนหวงแหน Notebook ยิ่งกว่าสิ่งใด ชนิดที่จับก็ไม่ให้ เปิดก็ไม่ได้ เข้าใช้ก็ต้องมีรหัส นั่นก็ก็เพราะว่าว่าโน๊ตบุ๊คค่อนข้างอ่อนไหวกว่าพีซี ยิ่งเดี๋ยวนี้มีขนาดเล็กพร้อมทั้งบางลง อันตรายที่เป็นภัยคุกคามก็อื้อซ่าขึ้น สมมุติไม่ระวังให้ดีอาจสูญเสียได้ทั้งตัวเครื่องพร้อมด้วยข้อมูล ร้อยทั้งร้อยก็จะทำนูลว่า ไม่น่าเลย แต่ถ้าว่าเราเตรียมความพร้อม มีความระมัดระวัง แม้จักเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ยังพออุ่นใจได้ แต่นั่นหมายถึงว่า คุณต้องรู้จักคำว่า “เตรียมตัว” แต่จะเตรียมอย่างไรบ้างนั้น ต้องมาดูกัน
Protect
มองไว้อย่าให้คลาดสายตา : ฟังดูเหมือนเป็นลูกหลานที่บ้านอย่างไรก็ไม่รู้ ที่ว่าต้องคอยดูไว้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมานั่งจ้องกันตลอด ถ้าอยู่ในบ้านก็คงต้องดูว่าลูกหลานไม่ใช่หรือสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เอาไว้ด้วย เพราะบางครั้งด้วยความซุกซน ก็อาจทำให้โน๊ตบุ๊คเราหล่นเสียหาย เปียกน้ำหรือไม่ก็โดนข่วนขย้ำ ก็อาจทำให้เครื่องบอบช้ำได้ แต่ถ้าเป็นนอกบ้าน อย่างเช่นเอาไปใช้ที่ร้านอาหาร ออฟฟิศอื่น ไซต์งาน ก็คงต้องหมั่นดูเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าคลาดสายตาแปปเดียว โน๊ตบุ๊คเราอาจจะไปอยู่ในมือคนอื่นได้ทันที อย่างที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ ที่กล้องวงจรปิดจับได้ มีมือดีใช้เวลาปางเสี้ยววินาทีก็ฉกไปได้แล้ว แบบนี้ต้องหมั่นสังเกต
Protect
ล็อคไว้ให้แน่นหนา : หลายคนอาจจักถามว่า ถึงขนาดต้องล็อคเลยหรือไม่ก็? คำตอบคือ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำครับ ไม่อย่างนั้น Notebook จักยังมีช่องใส่ตัวล็อคด้านข้างมาทำไมแน่นอนมั้ย เพราะในบางกรณีบางสถานที่ ติดตั้งตัวล็อคไว้กับโต๊ะน่าจักปลอดภัยยิ่งขึ้น เลือกสายล็อคดีๆ มีรหัสสักเส้นติดตัวเอาไว้ ถึงเวลาใช้ก็แค่ต่อเข้ากับเครื่อง ก็เหมือนกับเราใช้รถ แม้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ป้องกันได้เต็มร้อย แต่ก็ถ่วงเวลาได้พอสมควร อย่างน้อยก็อุ่นใจ ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ใกล้โน๊ตบุ๊คเรานั่นเอง
Protect
ตั้งพาสส์เวิร์ดให้มีประสิทธิภาพ : อันนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่จำเป็นต้องทำเป็นอันดับต้นๆ เพราะส่งผลดีในกรณีที่ไม่อยู่ที่โต๊ะไม่ก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ จะได้ไม่มีใครมายุ่มย่ามกับ Notebook เรา บางครั้งไม่อาจรู้ได้ว่าจุดประสงค์ดีเหรอหวังร้าย การเปิดเครื่องคุณด้วยกันเข้าถึงระบบต่างๆ ได้ง่าย เป็นเรื่องที่อันตรายพอสมควร การตั้งพาสเวิร์ดมีกฏง่ายๆ ไม่กี่ข้อ ตั้งด้วยอักขระไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นคำผสมพยัญชนะ ตัวเลข พร้อมด้วยอักขระพิเศษรวมกัน ที่สำคัญคือ อย่าให้อ่านเป็นคำได้เหรอมีความหมายเท่านั้นก็พอ
Protect
ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบอื่นเพิ่มด้วย : การใช้ระบบป้องกัน ด้วยการยืนยันตัวตนนอกเหนือจากการใช้พาสเวิร์ดในการเข้าถึง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลถภายใน Notebook  อย่างน้อยหากถูกฉกโน๊ตบุ๊คไป ก็พออุ่นใจได้ว่าบรรดาธุรกรรมออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่จักไม่อาจเปิดมาใช้ ได้ทันทีหรือว่ามีความเสี่ยงที่ต่ำนั่นเอง ปัจจุบันการป้องกันที่ยังพอมีให้เห็นกันอยู่ก็คือ ระบบ Fingerprint scan ไม่ใช่หรือสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าใช้งาน ก็เป็นอีกทางเลืกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
Protect
สำรองข้อมูลเอาไว้ สบายใจกว่า : แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเครื่องจะหายเหรอเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม การสำรองข้อมูลของ Notebook เอาไว้ เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คุณกลับมาสู่สภาพปกติได้เร็วที่สุด ก็เพราะว่าบางครั้งการที่โน๊ตบุ๊คหาย ยังไม่เสียดายเท่ากับไฟล์งานที่เก็บไว้จักทำใหม่ต้องเสียเวลาอีกมากมายหรือว่า ไม่เหมือนเดิม รูปถ่ายความทรงจำ งานโปรเจกท์ที่กำลังเสนอเพื่อจบ สิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่าตัวเครื่องที่เราแค่เดินไปซื้อที่ร้านมาก็ใช้ งานได้แล้ว ดังนั้น Backup Data เสียแต่วันนี้ ก่อนที่จักไม่มีโอกาสอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณสมรรถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจักปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงไปได้มากทีเดียว ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิจารณญาณของคุณเอง ว่าจะใส่ใจต่อโน๊ตบุ๊คของคุณมากเพียงใด
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หลุดสเปค Samsung Galaxy S6 นักเดะ!!

Samsung Galaxy S6 (ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส6) - เหมือนว่าข่าวความเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy S รุ่นหลังจากนั้นจะขยันมีข่าวหลุดออกมาให้เราได้เสพกันไม่หยุดเนื่องด้วย Samsung Galaxy S6 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดจาก ซัมซุง
ล่าสุดนั้นเว็บไซต์  ได้นำเสนอข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็นของผลการลองเชิง Benchmark ของ Galaxy S6ข้ามโปรแกรมชิงชัยยอดนิยมอย่าง AuTuTu จากภาพที่เห็นนั้นทำให้พอเดาได้ว่า ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส6(เลขรหัสรุ่น SM-G925F)
ด้วยข้อมูลเบื้องต้นนั้น Galaxy S6 จะมาพร้อมขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้วความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, เพราะว่าหน่วยประมวลผลจักมาพร้อมกัน 2 เช่นเดิมคือแบบ Octa-Core Exynos 7420 processor (64-bit) หรือไม่ Snapdragon 810 Processor ขึ้นอยู่กับประเทศที่เข้าจำหน่าย
ส่วนของหน่วยประมวลผลภาพ ARM Mali-T760 GPU, ขนาดแรม RAM 3GB เด็ดที่กล้องหลังซึ่งมีความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลพร้อมรันบน ระบบปฏิบัติการ Android 5.0 Lollipop รุ่นใหม่

ด้วยข้อมูลสเปคที่หลุดออกมาในครั้งนี้นั้นหากใครยังพอจำกันได้ข้อมูลที่เห็นนั้นไม่ได้แตกต่างจากข่าวลือกระฉ่อนก่อนหน้านี้มากนัก ซึ่งมันคงไม่ว๊าวว....จนทำให้ตื่นเต้นอะไรมากนักในขณะนี้ ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่คาดหวังในเรื่องการดีไซน์มากกว่านั้นสิของสุทธิ!!
เบื้องต้นคาดว่า Samsung Galaxy S6 (ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส6) คงมีกำหนดการวางจำหน่ายในเดือนเดียวกับ Samsung Galaxy S5 (ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส5) ต้นปีหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลุดอีกพี่น้อง Galaxy Alpha สองแบบใหม่ราคาเบาๆ

หลุดอีกพี่น้อง Galaxy Alpha สองแบบใหม่มูลค่าเบาๆ
ยังไม่ทันที่จะมีการจำหน่าย Samsung Galaxy Alpha กันอย่างเป็นทางการอยู่ๆ ก็มีภาพหลุดของสมาร์ทโฟนในตระกูล Alpha ที่คาดว่าถูกซอยยิบย่อยออกมาให้เห็นเกลื่อนไปหมด ด้วยดีไซน์ขอบโลหะที่โดดเด่นของ  Samsung Galaxy Alpha เชื่อว่าหลายๆ คนกำลังจัดให้มันเป็นตัวเฟุ้งเฟื่องกเพื่อการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่อยู่ในใจ
แต่ด้วยราคาที่เรียกว่าค่อนข้างเริ่มสูงพอสมควรนั้น ค่าของ Galaxy Alpha ในเมืองไทยอยู่ที่  20,900 บาทนั้นเหตุด้วยลูกค้าบางกลุ่มอาจมองว่าแพงไป ดังนั้นการหลุดมาของ Samsung Galaxy Alpha ทั้ง 2 รุ่นอย่าง Samsung Galaxy Alpha A3 พร้อมด้วย  Samsung Galaxy Alpha A5 คงเป็นข่าวดีของใครหลายๆ คน
มาดูกันดีกว่าครับว่าทั้ง 2 รุ่นนั้นสเปคพื้นฐานที่หลุดออกมามีอะไรน่าสนใจบ้าง
สเปค Samsung Galaxy Alpha A5
  • จอแสดงผลแบบ Super AMOLED  ความละเอียด 720p  กว้าง  5 นิ้ว
  • ประมวลผลการทำงานด้วย ชิปเซ็ต Snapdragon 400 (410?)
  • กล้องดิจิตอลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล
  • รองรับ  nanoSIM
  • microSD
  • ราคาเกือบ $400 - 450
สเปค Samsung Galaxy Alpha A3
  • จอแสดงผลแบบ  qHD Super AMOLED ความละเอียด 720p กว้าง 4.52 นิ้ว ความละเอียด  1080p
  • ประมวลผลการทำงานด้วย ชิปเซ็ต  Snapdragon 410
  • กล้องดิจิตอลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซลส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดที่  5 ล้านพิกเซล
  • ค่ากะ $ 350-400
นอกจากทั้ง 2 รุ่นที่กำลังเป็นกระแสข่าวอยู่ในช่วงนี้นั้น สมมตใครยังจำกันได้ยังมี Galaxy Alpha A7 เป็นอีกหนึ่งตัวที่มีข่าวหลุดออกมาก่อนหน้านี้ แม้ข่าวที่หลุดออกมานั้นยังไม่มีใครออกมายืนยันอย่างเป็นทางการข่าวครันไม่ก็ ไม่ แต่ด้วยนิสัยการ ปลดเปลื้องผลิตภัณฑ์ของ Samsung นั้นทางคณะงานค่อนข้างมั่นใจว่า 70% น่าจะมีความเป็นไปได้สูงครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

เสนอแนะ 7 แท็บเล็ตแบบใหม่ Mobile Expo

แนะนำ 7 แท็บเล็ตแบบใหม่ Mobile Expo
อีกไม่กี่วันแล้วกับงาน Thailand Mobile Expo 2014 งานมหกรรมโทรศัพท์มือถือพร้อมทั้งแท็บเล็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะในรอบนี้นั้นมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2-5 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งก่อนที่งานจะเปิดม่านบังตาขึ้นนั้นในเร็ว
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่จะมีวางจำหน่ายที่งาน Thailand Mobile Expo 2014 กันดีกว่าครับ ส่วนใครที่กำลังรอโปรโมชั่นของงานนั้นอดใจรอกันอีกนิดครับ
Samsung
Galaxy Tab S 8.4
แท็บเล็ตขนาด Compact สเปคแรงให้คุณเโจษกใช้งานอีกด้วย ‘Galaxy Tab S 8.4' ใช้หน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 8.4 นิ้ว ความละเอียดสูงสุดมากถึง 2560×1600 พิคเซล ทำให้การแสดงผลทำได้สวยสด ดีกว่าแท็บเล็ตหลายรุ่นที่ผ่านมา เร็วแรงด้วยชิพประมวลผล Octa-Core รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน แต่อินเตอร์เฟสจักต่างกันบางส่วน บอดี้บางปาง 6.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาหวิว 298 กรัม พกพาคล้ายสมุดเล่มนึงเลยล่ะ นอกจากนี้ยังรองรับ 4G LTE ติดกล้อง 8MP พร้อมด้วยอาจจะโทรออกได้ตามปกติ
Galaxy Tab S 10.5
แท็บเล็ตสเป็คแรงในซีรีส์ Galaxy Tab S ที่ตีคู่มาพร้อมกับ Galaxy Tab S 8.4 มาพร้อมหน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 10.5 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงสุดถึง 2560×1600 พิกเซล ชัดสะใจกับความละเอี่ยดสูงพร้อมทั้งสีสันที่สวยสดโดดเด่นกว่าแท็บเล็ตรุ่นอื่นๆขนาดเดียวกันในท้องตลาด
Asus
Fonepad 7 (FE375CG)
หากคุณต้องการแท็บเล็ต Android ที่สเปคสูงกว่า Fonepad 7 ตัวประหยัด ล่าสุด Asus ได้ส่ง Fonepad 7 FE375CG ลงตลาด อัพเกรดสเปคชิพประมวลผล 64-Bit ตัวแรก เร็วแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปรับดีไซน์ใหม่ โค้งมน เรียบง่ายกว่าเดิม ด้านหน้ามีลำโพงสเตอริโอคู่ บอดี้เล็กกว่า FE170CG เล็กน้อยแต่ยาวกว่า รับน Android 4.4.2 พร้อม Zen UI ที่หลายๆคนตราตรึงจากซีรีส์ Zenfone ติดกล้อง PixelMaster 5MP ถ่ายภาพกลางคืนค่อนข้างดี รองรับ 3G ทุกเครือข่าย และใช้งาน 2 ซิมการ์ด โทรออกแนบหูเหมือนมือถือเลยครับ ส่วนอื่นๆ ก็ไม่แตกต่างจาก Fonepad 7 รุ่นก่อนหน้ามาก และที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบเหมือน 5.7 มิลลิเมตร
Lenovo
Tab A7-50
แท็บเล็ต Android หน้าจอพอดีมือ 7 นิ้วจาก Lenovo โดดเด่นด้วยสนนราคาที่ไม่แพง เชี่ยวชาญใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G เหรอโทรออกได้แบบเดียวกันกับที่สมาร์ทโฟนทำได้ นอกจากนี้ Lenovo Tab A7-50 ยังมาพร้อมกับชิพประมวลผล Quad-Core ให้ความจุของตัวเครื่องมาที่ 16GB มีแรม 1GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Android Jelly Bean สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดูหนังใช่ไหมเล่นเกมก็พอไหว นอกจากนี้ยังรองรับ USB-OTG พร้อมด้วยยังมีทั้งกล้องหน้าที่มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยกล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
Tab A8-50
แท็บเล็ต Android ระดับกลาง หน้าจอ 8.0 นิ้วแฝดคนละฝากับ Tab A7-50 จาก Lenovo เชี่ยวชาญใส่ซิมใช้งาน 3G โทรออกได้แบบเดียวกับบนสมาร์ทโฟน Lenovo Tab A8-50 ใช้ชิพประมวลผล Quad-Core ให้แรม 1GB รันบน Android 4.2.2 มีกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล ความจุตัวเครื่อง 16GB ลงแอปพลิเคชั่นใช้งานทั่วไปได้ปกติ ดูหนัง HD เล่นเกมกราฟฟิคสูงไหว แบตเตอรี่ค่อนข้างอึดทีเดียว บอดี้ไม่หนามากนัก น้ำหนัก 360 กรัม ทั้งนี้ Lenovo A8-50 มีคู่แข่งตัวสำคัญคือ Fonepad 7 ของ Asus ที่สเปคดีกว่าครับ อยู่ที่ผู้ใช้จักตัดสินใจ
Lenovo Yoga Tablet 10 HD+
แท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์ Yoga ของ Lenovo มาพร้อมกับสีทองหรูหรา และสเป็คที่อัพเกรดให้สูงขึ้น ซีพียู Quad-Core จาก Snapdragon 400 พร้อมระบบประมวลผลกราฟิกทรงพลัง Adreno 305 มีดีไซน์ที่โดดเด่นตามสไตล์ซีรีส์ Yoga ซึ่งจักมาพร้อมแกนหมุนที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจับของเครื่องให้สะดวกต่อการใช้งาน มีแรม 2GB พร้อมด้วยความจุของตัวเครื่อง 32GB รัน Android 4.3 และยังมาพร้อมกับกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมทั้งกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่สุดอึด 18 ชั่วโมง
Microsoft
Microsoft Surface Pro 3
Microsoft Surface Pro 3 แท็บเล็ต Windows รุ่นล่าสุด ซึ่งรวมความสมรรถทั้งแท็บเล็ตพร้อมทั้งแล็ปท็อปมาไว้ในเครื่องเดียว พร้อมความคล่องตัวในการใช้งานเพราะว่าบางปาง 9 มิลลิเมตร พร้อมด้วยมีน้ำหนักเหมือน 800 กรัม โดย Microsoft Surface Pro 3 นั้นใช้ซีพียู Intel Core ใน gen ที่ 4 พร้อมหน้าจอคมชัด 12 นิ้ว Full HD ด้วยกันมีขาตั้งเครื่องที่ศักยปรับระดับการใช้งานได้ถึง 150 องศา มีปากกา Surface Pen ที่ใช้งานควบคู่กันกับแท็บเล็ตเครื่องนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Dolby Audio พร้อมทั้งมีแบตเตอรี่ที่อาจใช้งานได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง
นอกจากแท็บเล็ตรุ่นใหม่เหล่านี้แล้วยังมีเหล่าบรรดาแท็บเล็ตรุ่นก่อนๆที่จักมีโปรโมชั่นแรงๆโดนใจใครหลายๆคนเพียบในระดับที่ว่าลดแลกแจกแถมกันกระหน่ำอย่างแน่นอนครับ ซึ่งถ้าใครที่กำลังจะซื้อแท็บเล็ตในช่วงนี้ให้อดใจรอไว้ก่อน อีกไม่นาน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

Facebook จักเก็บเปอร์เซ็นต์ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวลือ)

Facebook กำลังจักเก็บค่าบริการ $2.99 ต่อเดือน(ข่าวโจษจัน)
กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันบนโลกออนไลน์ คราวสำนักข่าวต่างประเทศหลายฉบับได้พากันรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของทาง Facebbook ที่จักเรียกเก็บค่าบริการผู้ใช้งาน Facebook จากทั่วโลก
เพราะว่าเนื้อหาของข่าวละบือนั้นมีใจความว่า ผู้ก่อตั้งพร้อมทั้งซีอีโอ Facebook คนดังอย่าง Mark Zuckerberg ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเราคราวนี้ Facebook จักเผชิญกับภาระทางการเงินจนไม่สมรรถกอบกู้อะไรได้ภายในอนาคต 
เนื่องด้วยทาง Facebook นั้นไม่อาจจักทำรายได้จากการโฆษณาได้ตามเป้าหมาย ถ้าไม่เร่งหาทางออกนั้นหมายความว่าในอนาคตเฟสบุ๊คอาจต้องมีการปิดตัวลง เพื่อมูลค่าของค่าบริการนั้นจักอยู่ที่หมาย $2.99 ต่อเดือน กับมีกำหนดริเริ่มต้นเก็บเงินค่าบริการในวันที 1 พฤศจิกายน 2557 ที่กำลังจักมาถึงนี้
อย่างไรก็ดีตามที่ทางหมู่งานได้ลองไปหาข้อมูลพร้อมด้วยทำการตรวจสอบเรื่องนี้นั้นปรากฏว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความสุทธิแต่อย่างใด เป็นแค่ข่าวเลื่องที่ส่งต่อกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจผิด ทั้งนี้ยังพบว่าธุรกิจด้านโฆษณาของ Facebook เองก็มีการเติบโตไปในทางที่ดี 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีกระเหม็ดกระแหม่แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตตัวอย่างไม่ซับซ้อน

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีสมัยนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ประสงค์จักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ เพราะอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกลุ่มงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ โดยมีดังถัดจากนั้นนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเร่ำลือกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เเลื่องลือกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือว่า Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปเลื่องงพลังงานมากที่สุดเพื่อโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจะนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดไม่ใช่หรือเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ไม่ใช่หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราทำเป็นปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะคลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน เพราะการดูหนังฟังเพลงเปลี่ยนแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเลื่องลืองพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าถ้าไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลกาลเวลานี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะว่ามีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option โดยให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเลือกระฉ่อนเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือไม่ไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเประบือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์หรือว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงทะลุแผ่น CD จะทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

อยากรู้ไหม..? Browser ตัวไหนกินไฟเยอะสุด...!!

มาดูกัน  ที่ใช่ในโน้ตบุ๊คตัวไหนกินไฟเยอะสุด และกินไฟน้อยสุด
เมื่อ 5 ปีที่แล้วทางเว็บ Anandtech ได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับแบตเตอรี่ไว้ครับ เวลาผ่านไป browser ได้รับการอัพเดทรวมไปถึงระบบปฏิบัติการก็มีการเปลี่ยนเวอร์ชันใหม่ด้วย ดังนั้นทาง Anandtech จึงได้ทำการทดสอบการใช้งาน browser กับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ขึ้นมาอีกครั้งครับ
โดยในครั้งนี้ browser ที่ทาง Anandtech ทำการทดสอบมีด้วยกันทั้งหมด 6 ตัวด้วยกันมีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ
Browser ที่ใช้
  • IE11 Desktop Mode v11.0.9600.17207 (Update versions: 11.0.10 KB2962872)
  • IE11 Modern (Metro) Mode
  • Firefox 31.0
  • Safari 5.1.7
  • Chrome 36.0.1985.125 m
  • Chrome 37.0.2062.68 beta-m (64-bit)
การทดสอบจัดทำขึ้นบนเครื่อง Dell XPS 15 (9530) Late 2013 ที่ใช้หน่วยประมวลผล Intel Core i7-4702MQ ครับ แน่นอนว่าสเปคต่างๆของอุปกรณ์ที่ใช้นั้นย่อมทำให้เกิดความแตกต่างในเวลาการใช้งานจริง ดังนั้นผลการทดสอบบนเครื่องของ Anandtech นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องของท่านก็ได้ แต่ก็พอจะเป็นแนวทางได้ว่า browser ใดที่จะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด(อัตราการบริโภคพลังงานน้อยที่สุด) ผลการทดสอบเป็นอย่างไรนั้นไปชมภาพกันเลยครับ (Anandtech ทำการทดสอบด้วยการใช้โปรแกรมรันเปิดหน้าจอเว็บเพจหลายเว็บเพจ มีการเปิดปิด tab สลับการใช้งานไปมาเพื่อให้เหมือนกับพฤติกรรมการใช้งานจริงครับ)
จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่า Chrome 36 สามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด ตามมาด้วย Modern IE 11(Metro), Desktop IE 11, Firefox 31 และ Chrome 37 Beta ตามลำดับครับ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทางผู้ทดสอบ ได้กล่าวไว้ก็คือ Chrome 36 ไม่สามารถที่จะแสดงผลที่ความละเอียดระดับ 3200×1800 pixels ได้เหมือนกับ browser ทำให้ต้องกลับไปทดสอบบนความละเอียดที่ 1600×900 pixels ครับ ซึ่งนี่เองที่เป็นผลให้ Chrome 36 นั้นมีเวลาในการใช้งานมากกว่า browser อื่นๆ (การรันโปรแกรมที่ความละเอียดไม่เท่ากันมีผลทำให้ CPU และ GPU ทำงานที่ความเร็วแตกต่างกัน) ดังนั้นหากดูที่ผลการทดสอบจริงๆ แล้วพบว่า Modern IE 11 จะสามารถใช้งานได้นานสุดครับ
ทั้งนี้ผลการทดสอบนี้ก็คงสามารถใช้เป็นแนวทางให้ทุกท่านไม่มากก็น้อยว่าจะเลือกใช้ browser ใดในการท่องเว็บแล้วจะสามารถใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลาในการใช้งานจริงนั้นก็จะแตกต่างออกไปอีก หากท่านเปิดเพลงไปด้วยหรือทำกิจกรรมอื่นร่วมไปด้วย เวลาในการใช้งานก็จะน้อยลงเพราะ CPU และ GPU ต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา : anandtech
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
.
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พาทัวร์ Facebook HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley

พาทัวร์  HQ พร้อมสัมภาษณ์คนไทยที่ทำงาน ณ Silicon Valley
Facebook อีกบริษัทที่หลายๆคนไอทีอยากจะเข้าไปทำงาน สัมผัสประสบการณ์การทำงานเบื้องหลังที่มาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลกตอนนี้ ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ Facebook มีจำนวนพนักงานราว 7,200 คน1 แบ่งเป็นพนักงานทั่วไป และบุคลากรสายเทค ซึ่งเปิดรับคนจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดแค่ชนชาติตะวันตกเท่านั้น และในบุคลากรสายเทคนี้คิดเป็นคนเอเชียราว 41%2 และรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยรวมอยู่ในนี้ด้วย
เมื่อตอนที่ไปอเมริกาเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปคุยกับคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่ Facebook ซึ่งเค้าจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานในบริษัทในฝันของใครหลายๆคนให้เราฟังกัน ครับ
แนะนำตัวหน่อย เป็นใครจบจากที่ไหน ทำอะไรก่อนมาทำที่ Facebook บ้าง
ผมชื่อ โต้ ธาวัน คูบุรัตถ์ เรียนจบ ป.ตรี,โท จากวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์จุฬา พอจบแล้วก็ทำงานเป็น Consultant ให้กับ Accenture อยู่หนี่งปีก่อนออกมาเรียนต่อโท Computer Science ในอเมริกาที่ University of Wisconsin - Madison ด้วยทุนของตัวเอง ระหว่างเรียนอยู่ได้ฝึกงานกับ Facebook แล้วก็ได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานต่อตอนฝึกงานจบ ก็เลยได้อยู่กับ Facebook ตั้งแต่นั้นมาจนตอนนี้ก็ทำมาได้ 2 ปีครึ่งแล้ว  
 ตำแหน่งตอนนี้ที่ทำอยู่ที่ Facebook คืออะไร และ scope งานดูแลส่วนไหน
เป็น Software Engineer อยู่ในแผนก Service Infrastructure ซึ่งมีหน้าที่สร้างและดูแลระบบส่วนกลางที่ใช้รองรับระบบหลังบ้านอื่นๆใน Facebook 
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากอธิบายระบบของ Facebook นั้นถ้าจะอธิบายอย่างคร่าวๆ ก็จะประกอบด้วยตัวหน้าเว็บซึ่งทำหน้าที่แสดงผล โดยจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือถ้าเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนก็จะมีระบบอื่นหลังบ้านทำหน้าช่วยประมวณผล เช่น New Feed, Graph Search เป็นต้น 
เนื่องจาก Facebook มีจำนวนผู้ใช้ที่สูงมาก ระบบหลังบ้านก็ต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ทำให้ระบบเหล่านี้ต้องเจอกับปัญหาในการจัดการและดูแลคล้ายกัน ทีมผมจึงมีหน้าที่สร้างและดูแลเครื่องมือที่ทำให้พนักงานคนอื่นๆ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องแก้ปัญหาเดิมๆซ้ำๆกัน จะได้มีเวลาไปใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับ Facebook แทน
ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปๆก็คงคล้ายๆกับแผนก IT ที่คอยดูแลระบบส่วนกลางเช่นพวก email เป็นต้น เพียงแต่ที่นี่ทีมผมจะเน้นไปที่การมองหาว่าอะไรคือปัญหาที่พบบ่อยแล้วจึง สร้างระบบใหม่ๆขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านั้น แทนการซื้อระบบจากข้างนอกเข้ามาใช้
<ระบบหลังบ้านที่รองรับผู้ใช้ที่มากมายของ facebook>
สมัครที่อื่นที่ไหนไปบ้างและทำไมถึงเลือก Facebook
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วตั้งใจจะมาเรียน ป.โท-เอก ที่นี่ แต่ช่วงเรียนอยู่อยากออกมาฝึกงานเอาประสบการณ์และเงินรายได้เสริม เลยสมัครไปที่ใหญ่ทั้งหมด เช่น Microsoft, Google และ Facebook แต่มีแค่ที่ Facebook เท่านั้นที่รับเข้าฝึกงาน  อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยากให้เราฝึกงานกับบริษัทที่ทำงานด้านวิจัยมากกว่าเพื่อประโยชน์กับ การศึกษาของเรา แต่พอได้เข้าฝึกงานจริงก็รู้สึกสนุกกับงานมาก ได้ทำงานกับระบบใหญ่ๆ ได้สร้างสิ่งที่เขาเอาไปใช้งานจริง มีเพื่อนร่วมงานที่รักในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่น่าประทับใจ  พอได้รับข้อเสนอให้เป็นพนักงานตอนฝึกงานเสร็จ เลยคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ บวกกับตอนนั้น Facebook กำลังจะเข้าตลาดหุ้น เลยทำให้ตัดสินใจออกจากโปรแกรมที่เรียนอยู่กลางคันด้วยวุฒิ ป.โท แล้วออกมาทำงานเลย 
 แล้วเข้ามาแล้ว Facebook มันเจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้มั้ย?
ตื่นเต้นมากเพราะรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเต็มไปหมด มีโรงอาหารบริการข้าวสามมื้อ เมนูอาหารเปลี่ยนไปในแต่ละวัน มีน้ำและขนมให้หยิบกินตลอดทั้งวัน (แค่นี้ก็ได้ใจไปกว่าครึ่งแล้วเพราะตอนเรียนป.เอก แค่จะได้กินของฟรีก็ต่อคิวยาวหรือรีบวิ่งไปเอาก่อนของหมด) นอกจากนี้ก็มีบริการร้านตัดผม ร้านซักผ้า มีบริเวณพักผ่อนที่มีทีวีและเครื่องเกมให้เล่น  
<ที่จอดรถพลังงานไฟฟ้า, ห้องเล่นเกมตู้, valet parking ให้พนักงาน, บริการซักอบรีด>
ตัวผมเองได้มีอุปกรณ์ส่วนตัวที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ใช้เป็นครั้งแรก พวก MacBook หรือ iPhone ก็ตอนมาเข้าฝึกงานที่บริษัทนี่แหละ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเขาลงทุนกับพนักงานของเขามาก เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้มีไว้เพื่อให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลา ไปกับการเดินทางไปทำธุรข้างนอก แล้วจะได้เอาเวลามาให้กับบริษัทแทน แม้แต่ตอนที่เข้ามาฝึกงานก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับการปฏิบัติเหมือน พนักงานทั่วไป แถมดูแลดีกว่าอีกด้วยซ้ำเพราะเขาจัดหาที่พักใ้ห้ มีกิจกรรมให้ทำ เช่น ให้ไป BBQ Party ที่บ้านใหม่ของมาร์ค เป็นต้น 
ตอนที่ไป Party ที่บ้านมาร์ค เขาห้ามขอถ่ายรูปกับมาร์ค เลยไปขอถ่ายรูปกับหมาของมาร์คที่ชื่อว่า Beast แทน (ใน Facebook's Messenger จะมีชุด sticker ของ Beast อยู่ด้วย)
ตัวพนักงานเองก็มีอิสระค่อนข้างมากในการทำงาน การจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องรอความเห็นจากผู้บริหารหรือคนแผนก อื่น ถ้าต้องการขอ Server มาใช้งานก็ทำได้เองทันทีหากจำนวนเครื่องที่ต้องใช้ไม่เยอะมาก เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมี Process มาค่อยขัดขวางการทำงานของเรา
 พูดถึง Mark Zuckerburg ซักนิดนึง
<ภาพตอนที่มาร์คเข้าพบบารัค โอบามาเพื่อรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน : wikipedia>
มาร์คเป็นคนค่อนข้างติดดินมากๆ โต๊ะทำงานก็เป็นแบบเดียวกับที่พนักงานทั่วไปใช้ นั่งรวมกับทุกคนรวมทั้งผู้บริหารอื่นๆไม่ได้มีห้องทำงานส่วนตัวแยกออกไป รถที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นรถ sport สวยๆหรือนับว่าเป็นรถหรูด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นหลังบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้วก็ตาม เคยได้ยินว่าเมื่อก่อนก็อยู่ apartment โทรมๆจนแผนกรักษาความปลอดภัยของบริษัทมาขอให้ย้ายไปอยู่ที่ๆดีขึ้นเพื่อ เพิ่มความปลอดภัย  
เรื่องตลกที่มักเล่ากันแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็คือ เคยมีครั้งหนึ่งที่เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นในบริษัทแล้วมาร์คต้องการส่ง memo ถึงทุกคนเพื่อพูดถึงเรื่องนี้  แต่ใน email ที่มาร์คส่งนั้นดันใช้หัวข้อจดหมายว่า Please leave (กรุณาลาออก) ตอนนั้นทำให้หลายคนในบริษัทตกใจ บางคนที่อ่านแค่หัวจดหมายแถบจะนึกว่าตัวเองถูกไล่ออกจริงๆ แล้วก็เริ่มเตรียมเก็บของกันเลยทีเดียว
(เมื่อตอนที่ไปเดินเล่นใน Facebook ก็เจอมาร์คซัคเขานั่งอยู่ในห้องประชุมกระจก มองเห็นได้ง่ายๆ พอประชุมเสร็จก็เห็นมานั่งตรงโซฟา เรียกว่าเข้าถึงตัวได้ง่ายมากจริงๆ )
จุดเด่นของออฟฟิศ Facebook เมื่อเทียบกับ Office บริษัทอื่นๆใน Silicon Valley?
 
<Menlo Park Campus - ปัจจุบันเป็น HQ ของ Facebook ซึ่งเดิมเคยเป็นของ Sun Microsystem มาก่อน> 
 
<ภาพจาก Hacker square  ซึ่งเป็นลานกว้างกลาง Campus>
ตัว Office ของ Tech Company ในแถบนี้จะคล้ายๆกันแง่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่พูดถึงแต่จะมีแตกต่างกัน ไปในรายละเอียด เช่น Google อาจจะมีสระว่ายน้ำ Facebook มีหน้าผาจำลองให้ปีน Twitter มีเบียร์ให้กินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่พนักงานจะมีส่วนช่วยในการเสนอว่าอยากให้มีอะไรเข้ามาเปิดให้บริการ ในบริเวณของบริษัท
 
 
<Micro kitchen - เป็นที่นั่งพักมีของกินต่างๆให้เลือก หรือทำเองก็ได้ เช่น กาแฟ หรือ Cereal>
 
 
 
แต่อีกสิ่งที่จะแต่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ Theme ของ office ซึ่งจะแฝงค่านิยมขององค์กรไว้ อย่างของ Facebook เอง การตกแต่งจะใช้ Theme ที่เรียกว่า Unfinished หลังคาจะไม่มีฝ้าทำให้เห็นท่อแอร์และสายไฟ ตัวพี้นหรือผนั้งจะทาสีง่ายๆหรือเป็นปูนเปลือย ไม่แน่จะว่าเกี่ยวกับ slogan อีกอันที่มักใช้กันบ่อยในบริษัท  คือ This journey is 1% finished หรือเพราะ office สมัยแรกๆเกิดจากการเช่าโรงงานมาทำเป็นสำนักงาน แม้แต่ office ที่เมืองอื่นที่ไปอาศัยเช่าอาคารอื่นก็ยังคงตกแต่งแบบเดียวกัน
 
<unfinished จริงๆ ขนาดป้ายบริษัทเมื่อไปดูด้านหลังยังเป็นของ Sun microsystems อยู่เลย>
อีกส่วนหนึ่งของ Theme ก็จะเป็นการวางโต๊ะทำงานที่จะอยู่ติดๆกันและไม่มีฉากกั้น หรือที่เรียกว่า Cubicle ซึ่งทำให้พนักงานสามารถคุยงานกันสะดวก บางครั้งเราจะได้ยินเพื่อนร่วมงานคุยงานกันใกล้ๆ แต่แล้วเราก็สามารถเข้าไปร่วมให้ความเห็นได้ด้วยซ้ำโดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็น การกระทำที่ไม่เหมาะสม ส่วนการคุยธุระส่วนตัวก็เพียงแต่เดินไปหาห้องประชุมหรือที่ว่างใกล้ๆแทน
 ความแตกต่างของชีวิต Developer/Programmer ที่ US vs THA
ตอนอยู่ไทยก็ทำกับบริษัทที่มาจากเมืองนอกเลยทำให้มีบางอย่างที่คล้ายกับ ที่นี่ แต่ข้อหนึ่งที่รู้สึกว่าแตกต่างจนเห็นได้ชัดเจนก็คือคนที่นี่ เวลางานแล้วจะจริงจังกับงาน ขณะเดียวกันก็จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ (Passionate) ซึ่งจะทำให้ได้ผลของงานที่ดี ในขณะที่เมืองไทยพนักงานไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้ไม่ได้ทำในสื่งที่ตัวเองถนัดหรือชอบ แล้วส่งผลให้บางครั้งสภาพแวดล้อมการทำงานและผลของงานด้อยลงไป ที่นี่หัวหน้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หากเราไม่สนุกกันงานแล้วก็สามารถขอย้ายงานได้จากหัวหน้าได้ไม่ยากนัก  
อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ที่ Facebook คือการที่พนักงานทั่วไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจค่อนข้างมาก ผู้บริหารหรือหัวหน้าจะมีหน้าที่ตั้งกรอบหรือเป้าหมายที่ควรทำ แต่ในขณะเดียวกันก็จะเคารพการตัดสินใจด้านเทคนิคจาก Engineer เพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นรู้รายละเอียดมากกว่าคนระดับสูงขึ้นไป 
หลายครั้งงานต่างๆที่เกิดขึ้นก็สืบเนื่องจาก Engineer รู้สึกว่ามีปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่แล้วสามารถคุยกับหัวหน้าจนเห็นตรงกัน และพัฒนาจนกลายเป็นการสร้างสิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
 จะกลับไทยมั้ย? ถ้ากลับไทยมาอยากทำอะไร?
คิดว่าอยากจะกลับถ้ามีโอกาสที่เหมาะสม อยากเอาความรู้และประสบการณ์ที่เราได้จากการทำงานกับ Internet Company ขนาดใหญ่ไปใช้ในไทย เพราะรู้สึกว่ากระบวนการและแนวคิดมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนางานต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นระบบที่ใหญ่โตเหมือนอย่าง Facebook อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากทำให้ในไทยมีที่ๆทำงานดีๆและสนุกเหมือนอย่าง Facebook คนที่จบและชอบทำงานสายคอมพิวเตอร์จะได้มีที่ทำงานอยู่ในสายของตัวเองโดยไม่ ต้องย้ายไปทำงานสายอื่น  หรือต้องออกมาอยู่ต่างประเทศเพียงเพราะไม่มีสามารถหาความก้าวหน้าได้จากการ ทำงานในประเทศ พวกบริษัท Tech company ที่นี่มักจะมี career path ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถโตในสายงานตัวเองไปเทียบเท่ากับ VP (Vice President) ได้โดยที่ไม่ต้องผันตัวไปเป็นผู้บริหาร 
 พูดถึงวัฒนธรรมขององค์กรของ Facebook ที่น่าสนใจ และน่านำเอาไปปรับใช้ที่ประเทศไทย
อย่างแรกต้องดูจาก Value หลักก็คือ Move Fast and Be Bold
Move Fast คือการบอกว่าเราจะเลือกที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆออกให้เร็ว แทนที่จะรอจนเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วค่อยปล่อยของออกมาให้คนใช้ หรือการที่จะเลือกลด process หรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ในองค์กรเพื่อให้คนสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้ง่าย ซึ่งจะคู่กับ Be Bold เพื่อจะต้องการบอกให้คนกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ แม้ว่าอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็ตาม แม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นก็จะไม่มีการชี้ไปที่ตัวบุคคล แต่จะมองว่าเป็นความผิดของระบบหรือกระบวณการทำงานซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ และแก้ไขกันต่อไป  ตอนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ Value เดิมจะเป็น Move Fast and Break Things แต่คนกลับคิดว่าควรจะต้องทำของพังจริงๆ
ตัวอย่างง่ายของการทำตามแนวคิดนี้ก็คือหน้าเว็บของ Facebook ซึ่งจะมีการออกเวอร์ชั่นใหม่ถึงวันละสองครั้ง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบพังบ่อยขึ้นเช่นกัน หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น แต่เราก็เลือกที่จะสร้างสิ่งอื่นๆที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไข้ข้อผิดพลาดให้ ได้อย่างรวดเร็ว แทนจะเลือกลดความเสี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลยหรือทำช้าๆแทน
Be Open ก็เป็นอีกหนึ่ง Value ที่สำคัญ เราเลือกที่จะให้พนักงานรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรเท่าๆกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าใจภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นใน บริษัท และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำงานของแต่ละคน พูดง่ายๆคือภายในไม่ค่อยมีโครงการลับที่ไม่มีคนรู้ ทำให้แต่ละทีมสามารถตัดสินใจเรื่องแผนระยะยาวได้และเข้ากับทิศทางของบริษัท ขณะเดียวกันพนักงานก็จะมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับสิ่งต่างๆที่กำลังเกิด ขึ้นภายในเช่นกัน แต่สิ่งนี้ก็แลกมากับการที่อาจจะมีความลับของบริษัทหลุดเป็นบางครั้ง ซึ่งเราก็เลือกที่จะยึดแนวคิดนี้ เพราะโดยรวมแล้วมันส่งผลดีมากกว่าผลเสีย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้รู้สึกว่าชอบทั้งหมด แต่ถ้าต้องให้เลือกสิ่งที่สำคัญ ก็คือการที่ทุกครั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดแล้วไม่กล่าวโทษตัวบุคคล ในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันวิเครา์ะห์หาสาเหตุแล้วพัฒนาเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ซ้ำซ้อน หากทำได้แค่นี้แล้วอย่างน้อยเราก็ไม่อยู่กับที่แล้วมีการก้าวหน้าตลอดเวลา
 Silicon Valley เป็นสวรรค์ของเหล่า Geek จริงมั้ย?
ชอบที่เขาให้ความสำคัญกับ Engineer มองว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ถ้าพูดติดตลกก็จะบอกว่าเป็นเหมือน hot chick (สาวๆที่เป็นที่ต้องการของหนุ่มๆ) ของเหล่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะมีฝ่าย HR ของบริษัทอื่นๆส่งจดหมายมาหาอยู่เรื่อยๆ เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ไม่ยากนักและมีโอกาสใหม่ๆเข้่ามาโดยตลอด
แบบจริงจังหน่อยก็จะบอกว่าถ้าชอบที่จะทำงานด้านนี้ก็จะยิ่งสนุกกับงาน เพราะก็จะมีเพื่อนร่วมงานเก่งๆ มีงานที่หน้าตื่นเต้นและหน้าสนใจให้ทำตลอดเวลา สถานะทางสังคมและรายได้ก็จะอยู่ในระดับที่ เรียกได้ว่าเป็นที่อิจฉาของคนทั่วๆไปเลยทีเดียว 
 เวลาสมัครเข้ามาทำงานที่ Facebook เค้าดูจากอะไรบ้าง
ความสามารถเป็นหลักแต่ภาษาก็ต้องอยู่ในระดับที่สื่อสารได้โดยไม่เป็น อุปสรรค ที่เหลือคือการหาโอกาสและช่องทางที่จะทำให้คนที่นี่ยอมรับและมองเห็น 
ยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงที่มากจากรัสเซีย เขาเล่าว่าเขาเป็น expert ด้าน JavaScript และมีบล๊อกส่วนตัวที่เข้าเขียนเกี่ยวกับงานที่เขาทำ เข้าใจว่าคนใน Facebook ไปอ่านเจอแล้วถูกใจเลยทดลองเรียกมาสัมภาษณ์จนสุดท้ายได้ก็ข้อเสนอให้มาทำงาน ในอเมริกาแล้ว Facebook ก็จัดการเรื่อง visa และอื่นๆให้ 
 ถ้าเกิดว่ามีน้องๆอยากไปทำงานที่ Facebook บ้าง เค้าต้องทำยังไง
สมัยตอนที่ผมออกมาอเมริกา ช่วงนั้นโอกาสที่เด็กที่เรียนในไทยจะได้รับเข้าทำงานหรือฝึกงานโดยบริษัท เมืองนอกนั้นยากมากหรือแทบไม่มีเลย คนที่ได้ทำงานที่นี่มักจะเริ่มจากมาเรียนต่อเมืองนอกก่อน ถ้าได้มหาลัยดีๆบริษัทใหญ่ๆก็จะเข้าสอบสัมภาษณ์ถึงที่มหาลัย พอได้ฝึกงานแล้วโอกาสที่จะได้รับเข้าทำงานตอนเรียนจบก็จะตามมาถ้าเราทำได้ ดี 
แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจว่าเด็กรุ่นใหม่มีช่องทางอื่นๆให้เลือกอีกมาก เช่น การประกวด software หรือแข่งขันเขียนโปรแกรมในรายการระดับโลก บางรายการที่เป็นที่ยอมรับหรือบริษัทใหญ่ๆเป็น sponsor เราก็มีโอกาสจะถูกเรียกสัมภาษณ์ถ้าได้เข้ารอบลึกๆ 
เดี่ยวนี้โลกเปิดกว้างถ้าเรามีความเชี่ยวชาญและมีคนยอมรับ โอกาสก็จะเข้ามาหาเราเอง
 ภาพบางส่วนเพิ่มเติม
เวลามีใครไปหาพนักงานของ Facebook ก็จะใช้วิธีลงทะเบียนและพิมพ์บัตรด้วยการ login แล้วก็ tag พนักงานผ่าน Facebook ด้วย iPad บริเวณ reception ...เจ๋งมวากกกก
Company Store มีของเจ๋งๆน่ารัก คุณภาพโอเคขายเพียบ แต่ไม่สามารถซื้อกลับมาฝากได้จริงๆ เพราะแพงทุกชิ้น ^^
ใครที่บ้าถ่ายรูปแล้วได้ไป Facebook คงจะสนุก เพราะว่าที่ออฟฟิศเค้ามีการให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่เรื่อยๆ ผนังของบริษัทจึงเต็มไปด้วยงานศิลป์สวยๆให้ได้ชื่นชมและถ่ายรูปตลอดเวลา
มีเฟซบุ๊ควอลล์จริงๆให้เขียนด้วย เลยมาขอเจิมซะหน่อย 
ถ้าเทียบบรรดาบริษัทเทคที่ได้ไปเยี่ยมเยียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (Google, Apple, Facebook, Twitter) ต้องบอกว่า Facebook คงเป็นบริษัทที่ประทับใจที่สุดในทุกบริษัททั้งเรื่องการตกแต่งและบรรยากาศ การทำงาน ดูชิค มีพลัง และยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก เรียกว่าแอบอยากเขียนโค้ดเป็นแล้วสมัครไปทำงานที่นี่เลยทีเดียวล่ะครับ 
อ้างอิง 
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
โดยคุณ: Gimme