วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Red Cup สัมผัสรสชาติพรีเมี่ยม

เครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Red Cup สัมผัสรสชาติพรีเมี่ยม ได้ทุกช่วงเวลา เหมือนมีบาริสต้ามาอยู่ในบ้าน
          เพิ่งมีข่าวหลุดๆ ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าเครื่องชงกาแฟไซส์มินิปริศนา ความเร็วมหัศจรรย์ เพียง 1.4 นาที ก็ได้ แก้วโปรดอุปกรณ์ที่ควรค่าแก่มนุษย์ยุคดิจิตอล ที่ชอบเอาเร็วเข้าว่า แม้เวลาไม่ค่อยจะมี แต่ขอเลือกจิบกาแฟดีๆ รสชาติเลอค่า ไว้ก่อน!!
          ล่าสุดค่ายดัง ก็อดใจเก็บกลั้นความเจ๋งของไอเท็มตัวนี้ไม่ได้ จึงขอประกาศกร้าว launch เครื่องชงกาแฟปริศนาออกมาขโมยซีน gadget ทุกสำนัก ชื่อเต็มๆ ก็คือ NESCAFÉ Red Cup ออกตัวว่าเป็น เครื่องชงกาแฟ ไซส์มินิตามมาดูกันเลยดีกว่าว่า ความ cool จะน้อยนิดไปด้วยไหม?
First Impression
แรกพบ NESCAFÉ Red Cupตัวนี้บรรจุอยู่ในกล่องกันกระแทก ที่ทำให้อุทานออกมาอย่างเผลอตัวว่า สิ่งนี้เล็กมินิ ตรงไหน? แต่ภายหลังจากเลาะแกะกล่องหยิบขึ้นมา แสงทับทิมแดงฉานก็เตะลูกในตา พร้อมกับขนาดความสูงที่เท่าๆ กับแท็บเล็ตเครื่องนึงเท่านั้น ให้รู้สึกปลื้มปริ่มอย่างมาก สวย น่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง อะไรเช่นนี้ ไม่รอช้าจัดการเทสก์กาแฟ เพื่อให้เข้าคอนเซ็ฟต์เน้นเร็วเข้าว่าทันที
Homemade Coffee
โดยนอกเหนือจากเครื่องโพลิเมอร์ชนิดพิเศษน้ำหนักเบาแล้ว ยังมีอะไหล่ประกอบที่ง่ายต่อการติดตั้ง ง่ายต่อการแยกประกอบ ที่ไม่ต้องอาศัยสกิลช่างใดๆ ทั้งสิ้น ก็เชื่อว่าคุณสามารถสามารถใช้ NESCAFÉ Red Cup นี้ได้อย่างง่ายดาย
การใช้งานครั้งแรก
Step 1 เตรียมเครื่องชงกาแฟ
ถอดถังน้ำด้านหลังที่สามารถบรรจุน้ำได้ราว 0.9 ลิตร เติมน้ำ แล้วประกอบกลับเข้าที่หลังเครื่อง จากนั้นต่อตระแกรงรองน้ำกับถาดรองน้ำเข้าด้วยกัน ติดเข้ากับตัวเครื่องอย่างแผ่วเบา สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งมากๆ ของ NESCAFÉ Red Cup ก็คืองานประกอบอะไหล่ที่ง่ายและแข็งแรงกว่าที่คิด เพราะต้องรองรับพลังเทอร์โบของหัวฉีด Jet ตีฟองความแรงระดับสูงที่ฉีดลงมาสร้างฟองฟูนุ่ม
Step 2 พร้อมชง
หาพื้นที่ แล้วเสียบปลั๊ก NESCAFÉ Red Cupกินไฟสูงสุดอยู่ที่ 1500 วัตต์ เบาๆ หลังจากเตรียมแก้วกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป เนสกาแฟเรดคัพ เนสเล่ท์ คอฟฟีเมต และน้ำตาลนิดหน่อยแล้ว จัดการกดไปที่ปุ่มเปิดไฟสีแดง รอประมาณ 40 วินาทีก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ความหมายคือ I'm Ready!!
เข้มๆ หอมกรุ่น แบบ Espresso
นุ่มๆ กับ Cappuccino
Step 3 สร้างรสชาติพรีเมี่ยมในแบบคุณ
จัดการตัก กาแฟสำเร็จรูป เนสกาแฟเรดคัพ ลงช่องผสมกาแฟ เติมเนสเล่ท์ คอฟฟีเมต ในแก้วตามใจอยากแล้ววางบนถาด โดยผลักแก้วให้ชิดด้านในสุด บิดปุ่มปฏิบัติการณ์ไปที่เมนูตีฟอง เพื่อทำฟองครีมหนานุ่มจากเนสท์เล่ คอฟฟีเมต รอน้ำฉีด 2 ครั้ง เมื่อได้ฟองครีมจนพอใจ บิดกลับไปที่ Stop หลังจากนั้นบิดไปทางขวาเพื่อให้น้ำไหลเข้าไปสู่ ช่องใส่กาแฟ(Mixing chamber )ภายในจะสร้างให้เกิด cyclone ในนั้นเพื่อดึงกลิ่นและรสชาติของกาแฟออกมา เพิ่มรสสัมผัสในนุ่มละมุนลิ้นยิ่งขึ้น และยังสร้างฟองครีมละเอียดสีทองนุ่ม หอมกรุ่น ได้อีกด้วยหลังจากนั้นกาแฟค่อยๆไหลลงในแก้วจะสามารถ เห็นชั้นกาแฟ ได้อย่างชัดเจน สวยงามอลังการ จากนั้นหมุนกลับมาที่ Stop เพียงเท่านี้คุณก็ได้คาปูชิโนน่าดื่มหนึ่งแก้ว ภายในเวลาน้อยกว่า 1.40 นาที ด้วยซ้ำ เร็วกว่าเปิดคอมพิวเตอร์อีก o_O
ขอบอกนิดนึงว่า ฟองครีมที่ได้นั้นนุ่มลิ้นอย่างมาก ส่วนรสชาตินั้นแล้วแต่ว่าใครจะชอบเข้มหรือหวาน แต่สำหรับเรา มีแค่กาแฟสำเร็จรูป เนสกาแฟเรดคัพ เนสเล่ท์ คอฟฟีเมต และเครื่องชงกาแฟ NESCAFÉ Red Cup ทุกแก้วก็กลายเป็นแก้วโปรดได้ในทันที!!

Strengths
  • เครื่องขนาดพอดี ง่ายต่อการพกพา
  • วัสดุแข็งแรง หัวประกอบอะไหล่ทำได้แน่น แม้จะต้องถอดออกบ่อย
  • End Cup ที่สามารถสร้างได้หลากหลายทั้ง คาปูชิโน่ เอสเปรสโซ หรือ ลาเต้
  • เครื่องทำงานเร็วมากเพียง 1.40 นาที
  • และเร็วกว่านั้น หากคุณอย่ากได้เอสเปรสโซ เข้มๆ สักแก้วก่อนไปทำงาน
  • สามารถสร้างสรรค์เครื่องดื่มอื่นๆ ได้อย่างน่าประทับใจ
Weakness
สำหรับมือใหม่ อาจจะสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเสียงช่วงปั่นฟอง ซึ่งก็กินเวลาเพียง 40 วินาทีเท่านั้น หลังจากใช้เครื่องแล้วไม่ควรทิ้งไว้จนกากกาแฟ หรือ ตะกรันขึ้น ควรหมั่นทำความสะอาด สามารถปฎิบัติขั้นตอนการล้างหากเกิดคราบตระกรันได้ตามลิ้งค์ด้านล่าง
การทำความสะอาด
การล้างคราบตะกรัน
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

“โนเกีย 130” ราคา 800 กว่าบาท จับกลุ่มคนใช้มือถือเครื่องแรก

ราคา 800 กว่าบาท จับกลุ่มคนใช้มือถือเครื่องแรก
          รายงานข่าวแจ้งว่า ไมโครซอฟท์ ได้ต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์มือถือด้วยการเปิดตัวมือถือราคาย่อมเยา Nokia 130 ราคาเพียง 19 ยูโร  หรือประมาณ 800 บาท (42.5 บาท/1 ยูโร) เพื่อเปิดโอกาสให้คนหลายล้านคนทั่วโลกเข้าถึงการโลกดิจิทัลผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยระบุว่าเครื่องรุ่นนี้เป็นศูนย์รวมสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ผู้ซื้อมือถือครั้งแรกมองหา ดีไซน์สวยงาม และตอบสนองการใช้งานด้านความบันเทิงด้วย

มีโปรแกรมเล่นเพลงและวิดีโอที่ติดตั้งมาพร้อมในเครื่อง เล่นได้นานติดต่อกัน 46 ชั่วโมงด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว และเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้งานในแต่ละวัน อาทิ ไฟฉาย วิทยุ FM และการชาร์จไฟผ่าน USB

Nokia 130 เหมาะกับผู้ซื้อมือถือครั้งแรก หรือผู้ที่มองหาโทรศัพท์สำรองเพื่อทำงานเสริมกับสมาร์ทโฟนที่มีอยู่ หน้าจอสีขนาด 1.8 นิ้ว แบตเตอรีที่อยู่ได้นาน 36 วันในโหมดสแตนด์บาย สำหรับรุ่นซิมเดียว และ 26 วันในโหมดสแตนด์บายสำหรับรุ่นสองซิม ถือเป็นดาวเด่นในบรรดามือถือราคาต่ำกว่า 35 ดอลลาร์ ซึ่งทุก ๆ ปีมีผู้ซื้อมือถือในกลุ่มนี้ถึง 300 ล้านเครื่อง

และเนื่องจากเป็นโทรศัพท์มือถือราคาย่อมเยาที่สุดเครื่องหนึ่งที่เล่นวิดีโอได้ Nokia 130 จึงสร้างประสบการณ์ดิจิทัลแบบใหม่ ๆ ด้วยโปรแกรมเล่นวิดีโอนานสูงสุด 16 ชั่วโมงสำหรับวิดีโอที่จัดเก็บในการ์ด microSD ตลอดจนโปรแกรมเล่น MP3 และวิทยุ FM ขณะเดียวกันยังรองรับเนื้อที่เก็บข้อมูล microSD ที่เพิ่มขนาดได้สูงสุด 32 กิกะบิต พร้อมด้วยแอปพลิเคชั่น SLAM ที่ทำงานด้วยบลูทูธและการเชื่อมต่อ USB ทำให้แชร์คอนเทนต์ดิจิทัลง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ความต้องการในกลุ่มมือถือราคาย่อมเยานั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องไมโครซอฟท์จึงยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบนวัตกรรมมือถือซึ่งเป็นผู้นำตลาดในทุกและแต่ละช่วงราคาโจ ฮาร์โลว์ รองประธานฝ่ายโทรศัพท์ของไมโครซอฟท์ คอร์ป กล่าว

มีการประมาณการกันว่ามีคนอย่างน้อย 1 พันล้านคนในโลกที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ความต้องการมือถือสำรองที่ไว้ใจได้ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในตลาดที่อิ่มตัวและตลาดที่เติบโตสูง

สำหรับราคาขายปลีกแนะนำก่อนหักภาษีและเงินอุดหนุนสำหรับNokia130 และ Nokia 130 Dual SIM อยู่ที่ 19 ยูโร คาดว่าจะเริ่มส่งสินค้าได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้ใน จีน อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทิป 11 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการเล่นเฟสบุ๊ค

ทิป 11 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการเล่น
          ขณะที่เล่นเฟสบุ๊คทุกครั้งผู้ใช้จำนวนมากอาจจะยังไม่ทราบว่าตนกำลังให้ข้อมูลส่วนตัวสู่โลกสาธารณะมากแค่ไหน ซึ่งมันง่ายมากที่จะทำให้วายร้ายบนโลกออนไลน์เจาะเอาข้อมูลของคุณมาได้
เรามีทิปดีๆ 11 ข้อเพื่อให้คุณเล่นเฟสบุ๊คได้อย่างปลอดภัยอุ่นใจมากขึ้น ดังนี้
          1. อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ วันเกิดหรือเบอร์โทรศัพท์บนหน้าเพจเด็ดขาดควรเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นอันดับแรกเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนตัวของคุณจะมีเพียงเพื่อนและคนที่คุณรู้จักเท่านั้นที่สามารถเข้าไปดูได้
          2. ระวังข้อความที่เข้ามาในแชท บนหน้าวอลล์จากทุกคนแม้กระทั่งเพื่อนๆของคุณด้วยบางครั้ง account ของเพื่อนคุณอาจจะถูกแฮคแล้วส่งลิ้งที่นำคุณไปเข้าเวปแฝงมัลแวร์ให้เครื่องของคุณติดมัลแวร์แล้วเจาะเอาข้อมูลในเครื่องได้ หากข้อความที่ส่งมาดูแปลกๆควรถามเพื่อนตรงๆว่าเขาเป็นคนส่งมาจริงหรือเปล่า
          3.ถ้ามีเด็กๆเล่นเฟสบุ๊ค ควรให้ความเข้าใจกับพวกเขาเกี่ยวกับการขโมยข้อมูล identity ให้ดี คุณต้องมั่นใจว่าพวกเด็กๆเข้าใจเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและการขโมยข้อมูล มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะพ่อแม่ต้องตั้งค่า account ของลูกๆให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
          4.ตั้งพาสเวิร์ดที่แข็งแรงยากแก่การแฮค โดยใช้ตัวอักษรตัวเลขและสัญลักษณ์ผสมๆกันเพื่อให้ยากแก่การคาดเดา
          5. ถ้าเข้าเฟสบุ๊คผ่านการ remote ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเบราเซอร์นั้นปลอดภัย ยิ่งถ้าต้องเข้าผ่านร้านอินเทอร์เน็ตหรือ free wifi ต้องเช็คความปลอดภัยที่ https ตรง address bar
          6. หมั่นอัพเดทเบราเซอร์ OS และแอนตี้ไวรัสอยู่เสมอ เมื่อแอนตี้ไวรัสเตือนให้อัพเดทคุณต้องอัพเดททันที เพราะหากมีผู้ไม่หวังดีโจมตีคุณทางโซเชียลมีเดียคุณยังมั่นใจได้ว่ามีเครื่องมือที่จะป้องกัน
          7. พิจารณาคนที่จะมาเป็นเพื่อนของคุณให้ดี คุณต้องมั่นใจว่ารู้จักคนๆนั้นก่อนที่จะรับแอดเพราะบางทีวายร้ายก็แฝงตัวเข้ามาขอเป็นเพื่อนคุณได้
          8. อย่าเปิดเผยข้อมูลเรื่องแผนการเดินทางของคุณ เพราะโจรสามารถสืบหาจากเฟสบุ๊คแล้วอาศัยช่วงที่คุณไม่อยู่เข้าไปปล้นบ้านคุณได้
          9.อย่าเปิดเผยพาสเวิร์ดกับใครแม้แต่เพื่อนและครอบครัว
          10.เปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ ควรเปลี่ยนพาสเวิร์ดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อป้องกันการถูกแฮค
          11.หากมีแอพฯเก่าๆที่ไม่ได้ใช้งานแล้วควรลบทิ้ง แอพฯในเฟสบุ๊คสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณไว้แล้ว track ย้อนหลังได้เหมือนกัน
รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมเอาไปใช้ดูนะคะ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง

สนับสนุนเนื้อหา: www.mindterra.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

4 ความกลัวที่จะเข้ามาปิดกั้นความเป็นอิสระภายในปี 2025 นี้

4 ความกลัวที่จะเข้ามาปิดกั้นความเป็นอิสระภายในปี 2025
ความกลัวนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัยครับ ในยุคปัจจุบันที่เราเข้าสู่ยุคออนไลน์กันนั้นความกลัวก็ได้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบออนไลน์ตามครับ เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เรามีอิสระกันอย่างเต็มที่ในการเข้าถึงข้อมูล, แชร์, โพส ฯลฯ สิ่งต่างๆ บนโลกออนไลน์ ซึ่งนั่นถือเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวครับ ทาง Pew Research Center จึงได้ทำการสำรวจเพื่อทำการวิเคราะห์ถึงอนาคตว่าในปี 2025 ที่จะถึงนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารออนไลน์นั้นจะมีความแต่างไปจากในปัจจุบันหรือไม่อย่างไร
โดยได้ทำการถามคำถามที่ให้ตอบแค่ Yes และ No โดยคำถามที่ว่านั้นก็คือ คุณคิดว่าในปี 2025 นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เลวร้ายหรืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงโลกออนไลน์แตกต่างไปจากในยุคปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้นน่าตกใจพอสมควรครับ เพราะ 35% ตอบว่าใช่ แต่อีก 65% นั้นตอบว่าไม่ โดยทาง Pew ก็ได้ถามถึงเหตุผลที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นและสรุปออกมาเป็นความกลัว 4 อย่างที่จะมีผลให้การเข้าถึงโลกออนไลน์ต่างไปจากปัจจุบันดังนี้ครับ
1. กลัวที่รัฐบาลจะปิดกั้นการเข้าถึงเว็บเปิดทั้งหลาย
เรื่องของการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นครับ แต่ทว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก โดยรัฐบาลในหลายๆ ประเทศต่างก็มีนโยบายในการปิดกั้นเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมกับแต่ละประเทศนั้นๆ ครับ(ขนาดประเทศอิสระอย่างสหรัญอเมริกายังมีการปิดกั้นเลยครับ) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นการสร้าง Great Firewall ของประเทศจีนที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในปี 2012 ที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนนั้นถูกปิดกันไปมากมายครับ ผู้ที่ตอบคำถามของ Pew นั้นต่างก็แสดงความกังวลครับว่าการปิดกั้นนี้จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ทำให้ในท้ายที่สุดก็ขาดซึ่งอิสระในการออนไลน์ไปโดยปริยายครับ
2. กลัวในเรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์
ความกลัวอันดับที่ 2 นี้ไม่ว่าใครก็เป็นกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การสื่อสารไปได้อย่างรวดเร็วอย่างเช่นในปัจจุบันนี้(และในปี 2025 จะขนาดไหน) ความเป็นส่วนตัวนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้อยู่บนโลกออนไลน์ให้ความสนใจครับ แน่นอนว่ายิ่งการสื่อสารก้าวไกลไปได้รวดเร็วมากเท่าไร ความเป็นส่วนตัวของเราก็หมดลงเร็วเท่านั้นดังจะเห็นได้จากหลายๆ ตัวอย่างของผู้ที่มีชื่อเสียงที่การโพสอะไรลงไปบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ความกลัวเรื่องความเป็นส่วนตัวนี้จะทำให้คนใช้งานโลกออนไลน์กันน้อยลงครับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น Social Network ต่างๆ ที่จะมียอดผู้ใช้งานน้อยลง(ย่อมทำให้รายได้ของบริษัทลดลงตามไปด้วย)
3. กลัวในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เปิดกล้างขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต
ความกลัวอันดับที่ 3 นั้นผู้ใช้ทั่วไปอาจจะไม่ค่อยกังวลกันสักเท่าไรนักครับ แต่ผู้ที่จะกังวลมากก็คือผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เช่นค่ายเพลง, ค่ายหนัง ฯลฯ ยิ่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเร็วมากขึ้นเท่าไร การละเมิดลิขสิทธิ์ก็เร็วมากขึ้นเท่านั้นครับ ความกลัวนี้อาจจะทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่กล้าที่จะเผยแพร่ผลงานลงบนโลกออนไลน์อีกต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้คอนเทนท์ต่างๆ บนโลกออนไลน์ลดลงเป็นเงาตามตัว ในท้ายที่สุดผู้คนก็จะเลิกใช้โลกออนไลน์กันไปนั่นเองครับ
4. กลัวที่จะได้รับข้อมูลมากเกินไป
อันดับสุดท้ายกับความกลัวที่จะได้รับข้อมูลที่มากเกินไปครับ ไม่ต้องรอให้ถึงในปี 2025 แต่ในยุคปัจจุบันนี้เราก็เห็นกันได้อย่างชัดเจนครับ เพราะข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นสามารถที่จะสร้างขึ้นมาจากใครก็ได้ โดยอาจจะไม่มีผู้ที่ทำการตรวจสอบความถูกต้องนั้น ทำให้ผู้ที่ได้รับข่าวสารได้รับข้อมูลผิดพลาด ยิ่งถ้าข้อมูลนั้นกระจายไปเร็วเราก็จะยิ่งเห็นได้ว่าความผิดพลาดของการที่มีข้อมูลมากจนเกินไปนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายครับ(ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนอย่างเรื่องของ Forward Mail ต่างๆ เป็นต้น)
จาก 4 ข้อที่กล่าวมานี้ก็เป็นความกลัวที่เป็นเหตุผลหลักที่ผู้คนที่ให้สัมภาษณ์ Pew Research Center ให้เป็นเหตุผลประกอบครับว่าในปี 2025 นั้นเราจะไม่สามารถใช้งานโลกออนไลน์ได้อิสระดังเช่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ข้อมูลนี้ก็ไม่ได้เป็นการทำนายโลกออนไลน์ในอนาคตแต่อย่างใดนะครับ เป็นเพียงข้อมูลที่ใช้ประกอบเหตุผลในคำตอบ คุณคิดว่าในปี 2025 นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เลวร้ายหรืออุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงโลกออนไลน์แตกต่างไปจากในยุคปัจจุบันหรือไม่ ที่ผู้ตอบตอบว่าไม่เท่านั้น
ที่มา : theverge
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เหลือเชื่อ OPPO Find 7 “ชัดจนเห็นความจริง”

“ชัดจนเห็นความจริง”
สาเหตุของความวุ่นวายต่างๆ ส่วนใหญ่มาจากการที่เรามองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเจน บางครั้งหลักฐานที่เรามีอยู่ก็เป็นแค่ภาพใหญ่ๆ ที่ไม่ได้มีรายละเอียดของภาพนั้นซึ่งในรายละเอียดที่ว่าเราอาจได้พบความจริงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ยิ่งในยุคปัจจุปันที่ภาพถ่ายมากมายถูกถ่ายจากสมาร์ทโฟนถ่ายภาพ แน่นอนว่าหากเป็นที่ถ่ายภาพทั่วๆ ไปสมาร์ทโฟนสามารถถ่ายภาพของมาได้ดี แต่หากเป็นภาพที่ต้องการรายละเอียดมากๆ เช่น หลักฐานตัวอักษรในภาพ ภาพที่ได้ออกมาอาจจะไม่แสดงอะไรให้เราได้เห็นเลย
เช่นเดียวกับการมองอะไรด้วยตาเปล่านั้น มันก็ไม่สามารถการันตรีความชัดเจนของเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้และเรายังไม่สามารถย้อนไปดูเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องราว เช่นใด ทำให้การบันทึกภาพเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเราอยากได้หลักฐานอะไรสักเรื่องหนึ่งมาประกอบเรื่องราวขึ้นมา
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือเหตุการณ์ที่เราจะเห็นภาพได้ชัดๆ เช่น ถ้าเรากำลังดูการแข่งขันในสนามแข่งขันอยู่อย่างใจจดจ่อ แต่สนามส่วนใหญ่มักจะห่างจากตัวสนามพอสมควรใช่ไหมครับ บางทีมันเกิดเหตุการณ์แบบ 50-50 หรือมีผู้ผิดกติกาหรือแม้แต่ทำคะแนนได้ ซึ่งถ้าเราอยู่บนที่นั่งไกลบางทีก็ไม่อยากเชื่อคำตัดสินกรรมการ เคยเป็นมั้ยครับเพราะรู้สึกตัดสินไม่ยุติธรรม เค้าถึงได้ต้องมีกล้องที่สามารถซูมภาพเหตุการณ์ได้ในระยะไกลกันไงล่ะครับ ซึ่งสายตาคนเราคงไม่ยาวไกลเหมือนกล้องที่ถ่ายซูม ซึ่งจะทำให้เห็นทุกรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นแบบใกล้ๆ เราก็สามารถบอกข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นั้นๆ ได้
หรือถ้าเราอยากถ่ายภาพวัตถุเล็กๆ ที่มีความคมชัดสูงอย่าง เช่น แมลงตัวเล็กๆสวยงาม พวกนี้ถ้าใครเคยจับภาพผีเสื้อหรือแมลงทับจะทราบครับว่ามันเก็บรายละเอียดยากมาก บางทีถ่ายออกมาแล้วรู้สึกไม่สวยเหมือนแบบที่ตาเรามองเห็น พวกนี้นะครับต้องใช้กล้องที่มีความสามารถซูมที่ยอดเยี่ยมจะช่วยให้คุณเก็บรายละเอียดของภาพ สัดส่วนต่างๆ ของตัวแมลงได้อย่างครบถ้วน ชัดเจนแถมถ้ามีพกเซลมากๆ ก็ยังสามารถให้รายละเอียดที่หน้าตื่นตาตื่นใจ และสามารถใช้ประกอบการศึกษาธรรมชาติได้ด้วย
แล้วสิ่งที่จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนคืออะไร มันก็คือสิ่งที่เป็นอุปกรณืที่เราสามารถใช้ถ่ายทอดภาพที่มีความละเอียดสูงจริงเก็บหลักฐานได้อย่างครบถ้วน อย่างกล้องที่สามารถถ่ายทอดพิกเซลได้สูงๆ เช่น กล้องที่สามารถถ่ายภาพระดับ 50 ล้านพิกเซลนั้นก็สามารถขยายภาพให้ใหญ่ แถมยังสามารถซูมภาพได้ 4 เท่าโดยไม่เสียรายละเอียดภาพและยังถ่ายภาพได้ละเอียดกว่า 50 ล้านพิกเซลให้รายละเอียดสุดคมชัด เห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน และนอกจากนั้นยังสามารถซูมภาพที่หากเป็นสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปจะเป็นการซูมด้วยโปรแกรมที่เรียกว่าดิจิตอลซูม เมื่อซูมแล้วรายละเอียดภาพก็จะนะแตกจะไม่สามารถเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนนักเหมือนในของ  ที่มีฟังก์ชั่นพวกนี้อยู่แล้ว แต่หากเป็นระบบซูมที่ดีจะไม่ทำให้รายละเอียดของภาพแตกไปช่วยให้ภาพยังคงความคมชัดอยู่ได้
เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยากค้นหาหลักฐานที่ชัดเจนในภาพถ่ายสักภาพหนึ่งเราต้องเตรียมการให้พร้อมไม่ว่ามุมมองที่เราจะค้นหา หรืออุปกรณ์ที่จะให้บันทึกภาพ เพื่อที่เรื่องราวและรูปภาพของคุณจะไม่พลาดรายละเอียด จุดสังเกตสำคัญๆ ของภาพได้...
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

OPPO Find 7 Vs Galaxy S5 หมัดต่อหมัด

เปรียบเทียบ 2 สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวแรง  และ Samsung Galaxy S5
สำหรับตลาด สมาร์ทโฟน ระดับไฮเอนด์ ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีหลายรุ่นที่กำลังเป็นที่สนใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะมี สเปค ที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แต่ละรุ่น มีข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง หรือ ซื้อรุ่นใดจึงจะคุ้มค่าต่อการใช้งานของเรามากที่สุด ซึ่งสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ที่โดดเด่นที่สุดในตอนนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น OPPO Find 7 และSamsung Galaxy S5 นั่นเอง โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ถูกสร้างมารองรับการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งคู่ แต่จะมีความแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน มาชมกัน
เริ่มจากคุณสมบัติในเรื่องของหน่วยประมวลผล ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเลือกใช้ซีพียูแบบเดียวกัน นั่นก็คือ Quad-Core Processor (ชิปเซ็ต Qualcomm MSM8974AC Snapdragon 801) ความเร็ว 2.5 GHz โดย Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 2 GB ส่วน OPPO Find 7 มาพร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 3 GB ซึ่งแรงกว่า นอกจากนี้ Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16 GB ส่วน OPPO Find 7 มาพร้อมหน่วยความจำภายในตัวเครื่องที่เยอะจุใจถึง 32 GB เลยทีเดียว แต่ทั้ง 2 รุ่น สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD card ได้สูงสุด 128 GB
ต่อมาเป็นคุณสมบัติของหน้าจอแสดงผลกันบ้าง โดย Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.1 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล หรือแบบ Full HD ส่วน OPPO Find 7 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล หรือความละเอียดระดับ 2K ซึ่งถือว่า เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในไทยที่มาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดแบบ QHD อีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากใช้งานโดยทั่วไป ความละเอียดหน้าจอทั้ง 2 แบบนี้ จะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าหากเน้นการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ดูหนัง หรือเล่นเกม จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนครับ
และสิ่งที่เป็นจุดเด่น สำหรับ Samsung Galaxy S5 ที่ OPPO Find 7 ไม่มี ก็คือ คุณสมบัติในการกันน้ำ กันฝุ่น ตามมาตรฐาน IP67 นั่นเอง นอกจากนี้ Samsung Galaxy S5 ยังมาพร้อมกับ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่ปุ่ม Home รวมถึงการใช้งานที่เน้นด้านสุขภาพเป็นหลัก ด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่อยู่ด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น S Health อีกที
มากันที่อุปกรณ์ประจำสมาร์ทโฟน ที่ทุกท่านต้องใช้งานกันเป็นประจำ นั่นก็คือ กล้องดิจิตอล นั่นเอง ซึ่งในระยะหลัง สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ ต่างชูจุดเด่นในเรื่องของกล้องเป็นหลักเช่นกัน โดย Samsung Galaxy S5 มาพร้อมกับกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับถ่ายวิดีโอระดับ 4K และโหมดการถ่ายภาพที่มีลูกเล่นมากมาย
ส่วน OPPO Find 7 ถึงแม้จะมาพร้อมกล้องด้านหลัง ที่ความละเอียดน้อยกว่า อยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล แต่ชูจุดเด่นในเรื่องของฟังก์ชันที่มีชื่อว่า Super Zoom ที่สามารถสร้างภาพความละเอียดสูงถึง 50 ล้านพิกเซล ด้วยการถ่ายภาพ 10 ภาพแล้วนำรายละเอียดของภาพรวมเป็นภาพเดียว ซึ่งภาพความละเอียดระดับนี้ สามารถนำไปปรินท์ภาพบิลบอร์ดได้อย่างสบายๆ เลยทีเดียว
สำหรับเรื่องของระบบปฏิบัติการ แม้ว่า OPPO Find 7 จะฉีกแนวด้วยการพัฒนา OS ของตนเอง ที่มีชื่อว่า Color OS เวอร์ชัน 1.2 แต่ก็มีพื้นฐานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 4.3 (Jelly Bean) ซึ่งถือว่า เป็นเวอร์ชันที่เก่ากว่า Samsung Galaxy S5 ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 (KitKat) ซึ่งในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่ จะอัพเดทเป็น KitKat กันเสียหมดแล้ว ซึ่งถือว่า เป็นจุดด้อยของ OPPO Find 7 เลยก็ว่าได้ครับ
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ทั้ง Samsung Galaxy S5 และ OPPO Find 7 ต่างก็มีคุณสมบัติ และความสามารถโดยรวมที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ราคาจำหน่ายของ Samsung Galaxy S5 จะสูงกว่า OPPO Find 7 อยู่เล็กน้อย ซึ่งสาเหตุหลัก น่าจะเป็นเพราะ Samsung Galaxy S5 มีคุณสมบัติในการกันน้ำ และกันฝุ่น ตามมาตรฐาน IP67 และรองรับการสแกนลายนิ้วมือด้วยนั่นเอง
โดยราคาของ Samsung Galaxy S5 อยู่ที่ 23,800 บาท ส่วนราคาของ OPPO Find 7 อยู่ที่ 19,990 บาท นอกจากนี้ ทางออปโป้ ยังมีอีกทางเลือก นั่นก็คือ OPPO Find 7a ที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้ OPPO Find 7 แต่จำหน่ายในราคาเพียง 15,990 บาทเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วท่านผู้อ่านจะตัดสินใจเลือกซื้อรุ่นไหน
ทางที่ดี หากมีโอกาสก็ลองแวะไปที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใกล้ๆ บ้านเพื่อลองสัมผัส และลองใช้งานกับตัวเครื่องจริงๆ ของทั้ง 2 รุ่นเสียก่อน เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น รวมถึงได้รุ่นที่ถูกใจ และคุ้มค่ากับเงินที่ท่านต้องจ่ายมากที่สุดนั่นเองครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ จาก Thaimobilecenter

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จีนเผย iPhone 6 จะวางจำหน่ายวันที่ 25 กันยายนนี้ทั้ง 2 หน้าจอเริ่มต้นที่ 27,500 บาท

จีนเผย iPhone 6 จะวางจำหน่ายวันที่ 25 กันยายนนี้ทั้ง 2 หน้าจอเริ่มต้นที่ 27,500 บาท
ออกมาเป็นกระแสข่าวลือล่าสุดให้ได้เห็นกันอีกครั้ง สำหรับกำหนดการเปิดตัว วันเวลาในการวางจำหน่าย รวมถึงราคาในการวางจำหน่ายของ iPhone 6 ซึ่งครั้งนี้เป็นรายงานข่าวจาก TechChina แหล่งข่าวในประเทศจีนโดยได้มีการระบุว่ามีข้อมูลจากแหล่งข่าววงในของ Apple ที่ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการต่างๆดังต่อไปนี้
- วันจันทร์ ที่ 15 ก.ย. 2557 : เปิดตัว iPhone 6
- วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2557 : เริ่มวางจำหน่าย
- ราคา iPhone 6 รุ่นหน้าจอ 4.7 นิ้ว เริ่มต้นที่ 5288 หยวน หรือประมาณ 27,500 บาท
- ราคา iPhone 6 รุ่นหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความจุ 16GB อยู่ที่ 5998 หยวน หรือประมาณ 31,500 บาท
โดย iPhone จอ 5.5 นิ้วจะใช้ชื่อว่า iPhone Air ขณะที่ iPhone จอ 4.7 นิ้วจะใช้ชื่อว่า iPhone 6 จะเห็นได้ว่าข่าวลือในครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกับข่าวลือจากสำนัก ข่าว Tencent ที่มีออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการเปิดตัว iPhone 6 ในวันที่ 19 ก.ย. และยังขัดแย้งกับข่าวลือที่มาจากแหล่งขา่วในญี่ปุ่น iPhone13 ซึ่งระบุว่า iPhone 6 นั้นจะมีการเปิดตัวในวันที่ 9 ก.ย. และวางจำหน่ายในวันที่ 19 ก.ย. แต่กลับมีความสอดคล้องกับข่าวลือของ Bloomberg ที่ออกมาระบุว่า iPhone 6 จะวางจำหน่ายพร้อมกันทั้ง 2 ขนาดหน้าจอนั่นเอง
ทั้งนี้ข้อมุลครั้งล่าสุดนี้ยังถือได้ว่าเป็นเพียงกระแสข่าวลือที่ยังไม่ ได้รับการยืนยันแล้วเท่านั้น คงต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว Apple จะมีการจัดงานและวางจำหน่าย iPhone 6 ในวันใดกันแน่ จากการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก Apple กันต่อไป
ที่มา – TechChina
สนับสนุนเนื้อหา: www.flashfly.net
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com